ตอนที่ ๑
หลังจากปลุกปล้ำกับ notebook เครื่องเก่า-แก่อยู่นาน ในที่สุดก็กลับมาอัพบล็อคได้สักที
เล่นเอาเหนื่อย เพราะเขียนไว้อย่างยาวมาทีนึงแล้วแต่โพสต์ปุ๊บหายสาบสูญไปในพริบตา เศร้าใจ
มีเรื่องมาเล่ามากมายหลังจากหนีไปเที่ยวสุราษฎร์มาคนเดียวมา 10 วัน 4 เกาะ
เท้าความจากเมื่อตอนลาออกจากงานเมื่อธันวาปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า “จะไปวิปัสสนา” คืออยากไปมากไอ้คอร์ส 7 วัน 10 วันเนี่ย แต่ถ้าทำงานอยู่นี่ไม่สามารถไปได้แน่ๆ แต่ก็ดันมีคนชวนมาทำงานเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ก็เลยไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งการไปวิปัสสนาแล้วว่าจะกลับมาทำกิจการเล็กๆของตัวเองกับคุณแฟน ซึ่งก็ดันเลิกกันอีก
คราวนี้อยู่ๆก็ได้ออกจากงานอีกแล้ว…คงไม่มีครั้งไหนที่ออกมาแล้วสบายใจเท่าครั้งนี้
รีบหาคอร์สวิปัสสนาเป็นการด่วน ที่โน่นก็เต็ม ที่นั่นก็เต็ม และมาลงตัวที่สุดที่นี่แหละ…แต่ทว่ามันต้องออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วหน่ะสิ
ศุกร์ที่ 11 ก.ค. ตอนเช้าตื่นมาก็รีบไปซื้อตั๋วรถไฟ
ตอนแรกว่าจะไปซื้อชุดขาว แต่หลังจากรื้อตู้ดูแล้วก็ได้เสื้อขาว กางเกงดำเพียบ พอดีที่นี่เค้าไม่เคร่งเท่าไหร่ เสื้อผ้าสีสุภาพถูกกาลเทศะเป็นพอ เลยไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่การจัดเสื้อผ้าโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่ออีกสักกี่วันนี่…เล่นเอาเครียดเหมือนกัน
รถไฟออกจากสามเสนห้าทุ่ม นัดเพื่อนๆมาเลี้ยงส่งตัวเองที่ปลาดิบ
ตอนแรกทุกคนนึกว่าอำ พอเห็นแบกเป้มาก็งง ไปจริงนะ แถมไม่รู้ด้วยว่าจะกลับเมื่อไหร่
บอกว่าจะไปวิปัสสนาแต่ก็นั่งกินเหล้าได้จนใกล้ถึงเวลารถไฟจะออก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แย่มาก ไอ้ผิดศีลหน่ะก็ใช่ แต่การเข้าห้องน้ำบนรถไฟหลายๆรอบนี่ไม่หนุกเลยว่ะ คราวหลังอย่าทำ
คนที่นั่งข้างๆเป็นสาวอิสลาม รถไฟเรามันสายกรุงเทพฯ-ยะลาน่ะ
ปกติไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าแต่ว่าเมานิดหน่อยก็เลยได้ความมาว่าเมื่อก่อนนี้เป็นครูสอนในโรงเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนกัน แต่อยู่ไม่ไหว เลยออกมาสอบเป็นนักวิชาการ อืม…บอกเค้าว่าอยากไปสอนเด็กอ่ะ ไปเลยได้มะ ตอนนี้ว่าง เค้าบอกว่าอย่าไปเล้ย เนี่ยสอนเด็กนะอยากสอนเต็มที่ อยากอยู่กับเด็กหลังเลิกเรียนก็ไม่ได้ ทหาร ชุดคุ้มครองก็คอยกัน ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่คนในพื้นที่สอนเอง อย่างเราๆมาจากทืี่อื่น อยู่ไกลต้องมีคนมาคอยดูแลอีกยุ่งยากมาก
นี่ถ้าเค้าบอกว่าไปสอนได้นี่นั่งไปลงยะลาด้วยแล้วนะ
คือจะไม่แปลกใจเลยถ้าจะตายปีนี้เพราะมันมีแต่เรื่องแย่ๆมาตลอดเลย อยากทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง แต่ก็นะขออย่างเดียวขอไปทำประกันให้พ่อแม่ก่อนจะได้สบายใจ
08:11 รถไฟมาถึงสถานีพุนพิน สุราษฎร์
นั่งเข้าไปอ.เมือง แล้วไปต่อรถตู้ไปท่าเรือ Seatran Ferry ปกติไม่เคยมาท่านี้เลย
เรือเที่ยว 10 โมงออกเลทไปครึ่งชั่วโมง ถึงสมุยก็เที่ยงพอดี
Yes…Samui Island ครั้งที่ 4 ของข้าพเจ้า
จริงๆมาสมุยให้สะดวกจริงๆก็ Bangkok Airways สะดวกสบาย สนามบินน่ารักสุดๆ
รองลงมาก็รถบัส VIP 24 ที่นั่งจากกรุงเทพข้ามมาส่งถึงหน้าทอนนี่เลยสบายมากๆ
แต่รักการรถไฟไง..ถึงจะหลายต่อหลายทอดแถมนอนไม่สบาย อาหารว่างไม่อร่อย แต่ก็มีพี่เทรนโฮสเตสดุๆแต่งหน้าเข้มๆ เสื้อแหวกลึก กระโปรงสั้น ใส่ทองที่คอ 5 บาท ข้อมืออีกเส้นใหญ่ คอยเขวี้ยง เอ๊ย เสิร์ฟขนมกล่องและกาแฟให้เราตอนเช้า หลังจากเปิดไฟปลุกเราทั้งโบกี้ตอนตี 5 และคอยตามยึดผ้าห่มจากเราตั้งแต่ 6 โมง ดีที่ใส่เแจ็คเกตกันหนาวมา Oh! i love State Railway of Thailand.
ใช้เวลาเดินตลาดหน้าทอนเพื่อหาซื้อผ้าเช็ดตัวที่นึกได้ว่าลืมหยิบใส่เป้มา (จริงๆเพราะเป้มันเต็มแน่นเล้วเลยลืมต่างหาก) และกินข้าวเหนียวหมูปิ้งให้สะใจเพราะ 6 วันต่อจากนี้เราจะไม่ได้เจอเนื้อสัตว์อีกแล้ว นั่งรอรถสองแถวรอบเกาะ จ่ายค่าสองแถวไป 60 บาท เค้าวัดตามระยะทางที่เรานั่ง…อืม
บ่ายโมงเราก็เดินทางมาถึงจุดที่เค้าบอกในเวปไซต์ว่าจะมีรถมารับขึ้นเขาตอน 13:00 เจอผู้หญิง 3 คนรออยู่ก่อนแล้ว 2 ใน 3 แก่กว่าเราแน่ อีกคนดูจะรุ่นเดียวกัน ปรากฎเพิ่งจะมาวิปัสสนาครั้งแรกเหมือนกันหมดเลย เพียงแต่เค้าทั้งหมดเป็นคนสมุย
การเดินทางขึ้น “ทีปภาวันธรรมสถาน” ต้องใช้รถ 4WD เนื่องจากทางยังไม่ดีและชันมาก
นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึง มีแม่ชีหนึ่งท่านคอยรับลงทะเบียน แล้วก็พาเราไปดูที่พักเรือนนอน บอกว่าเมื่อเช้ามีมาแล้วคนหนึ่ง เหมือนเราเดี๊ยะ bagpack คนเดียวมาจากกรุงเทพเหมือนกันเลย ปรากฏพอได้รู้จักกันแล้วพี่เค้าเหมือนเรายิ่งกว่าคือ ศึกษา หาจากในเวปอยู่นาน รู้จักหมดวัดไหน คอร์สไหน แต่ไม่สามารถจัดเวลาให้ลงตัวกับชีวิตได้อยู่เป็นปี จู่ๆบทจะมาได้ก็ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันเลย ผิดกันอยู่นิดเดียวพี่เค้าต้องขออนุญาติแฟนอยู่นานกว่าจะได้มา แหม่
มาถึงวันแรกก็ยังมีคนไม่มากเท่าไหร่ เรือนที่เรานอนมีกัน 5 สาวที่กล่าวมาถ้วนๆ
มีอีกเรือนอยู่ใต้ศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องเดินจากเรืองนอนของเราขึ้นไปอีกเป็นกิโลนึงอ่ะ เดินขึ้น เดินลงทุกวันเลย วันละ 3 รอบอ่ะคิดดู พวกป้าๆย่ายายเค้าเลยนอนกันเรือนข้างบนเสียเยอะ
วันแรกที่ไปถึง 12 ก.ค. ก็เริ่มเลย
ทำวัตรเย็น ฟังธรรม นั่งสมาธิ แล้วก็เข้านอนตอนสองทุ่มครึ่ง ไม่คิดว่าจะหลับแต่ก็หลับสนิทคงเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง
และนี่ึืคือตารางฝึกอบรมของทุกวันที่นี่
04:00 ตีระฆังตื่นนอน
04:30 ทำวัตรเช้า
05:00 ธรรมะรับอรุณ
05:30 นั่งสมาธิ
06:00 - 07:15 บริหารกายโยคะ (ชอบมาก)
07:30 - 09:15 อาหารเช้า พักผ่อน ปฏิบัติงานอาสา
09:30 ธรรมะบรรยาย
10:30 เดินจงกรม
11:00 นั่งสมาธิ
11:30 - 14:15 อาหารเที่ยง พักผ่อน ปฏิบัติงานอาสา
14:30 ฟังเทปธรรมะท่านพุทธทาสฯ
15:30 นั่งสมาธิ
16:00 เดินจงกรม
16:30 นั่งสมาธิ
17:00 - 18:15 ดื่มน้ำปานะ พักผ่อน
18:30 ทำวัตรเย็น
19:00 ธรรมะบรรยาย
19:30 นั่งสมาธิ
20:00 พักผ่อนนอนหลับด้วยจิตที่มีเมตตาและสติ
ตามนี้เลย กิน 2 มื้อ ถือศีลอย่างน้อย 5 ข้อ นอกนั้นก็ชิลด์ๆ ปกติเท่าที่ศึกษามาเค้าจะเน้นไม่คุยกัน แต่ที่นี่ไม่ห้าม แต่แม่ชีก็คอยเตือนให้เก็บวาจาอยู่บ่อยๆ แต่พอขึ้นเรือนนอนพี่ๆเค้าชวนคุยเราก็เลยต้องคุย
แล้วก็เรื่องมือถือเราก็ปิดสนิทแน่นิ่งตั้งแต่ก่อนขึ้นมาที่นี่ แต่เจ๊คนนึงเปิดแล้วบ่นใหญ่เลยว่าไม่มีสัญญาณ ผ่านไป 2-3 วันเราเลยเปิดทิ้งไว้ในเตียงบ้าง ปรากฎมันมีสัญญาณต่ำๆมาเป็นช่วงๆแล้วพอมาปุ๊บเราก็จะได้ sms เพียบแล้วหนึ่งในนั้นดันขึ้นว่าพ่อเราโทร.มาไง…จิตใจไม่ดี ก็ไม่ได้บอกใครไว้เลยว่าจะมา น้องอีกคนเลยให้ยืมมือถือเค้าโทร.ปรากฎพ่อยืมตังค์ แปร่วววว พอดีวันรุ่งขึนอีกคนเค้าจะกลับแล้วพอดีเลยวานเค้าช่วยโอนเงินให้พ่อเราด้วยเลย นี่แหละน๊าเค้าถึงให้ปิดโทรศัพท์ตลอดการปฏิบัติธรรม ไม่งั้นมันว้าวุ่นๆ
แล้วเราก็บื้อมากเลยอ่ะ ก็อ่านมาเยอะอีกว่าพวกเครื่องประทินผิว ครีม แป้ง เค้าไม่ใช้กัน ที่นี่ก็ไม่ห้ามอีก เดือดร้อนต้องไปยืมของคนอื่นเค้าใช้โดยทั่วหน้า อิอิ
จะเห็นว่ามันมีช่วงพักผ่อนเยอะมาก ซึ่งถ้าไม่อาบน้ำก็นอน แต่มันนอนกลางวันไม่หลับ เลยเอาผ้าไปซักมันทุกวันอ่ะ ขนาดเตรียมเสื้อผ้ามาพอดีแล้วแต่มันว่างจัดไง จริงๆวันแรกๆก็เปรี้ยวไปเดินป่าเล่น เนื่องจากมันเป็นพื้นที่ป่าบนเขา ต้นไม้เพียบ อากาศบริสุทธิ์โคตรๆ เดินไปปีนต้นไม้ไป ปรากฎเจอตัวงูยาวเป็นเมตรวิ่งเลื้อยตัดหน้าไป เลยยื่นนิ่งๆแล้วค่อยๆเดินกลับมาและไม่เดินกลับไปอีกเลย เจองูแบบนี้จะเจอคู่มั้ยวะ? อิอิ ซักผ้าทุกวันจนเล็บฉีกหมดเลยอ่ะ
วิวจากศาลาปฏิบัติธรรม
เรื่องหนักสุดสำหรับเราไม่ใช่การตืิ่นนอนตอนตีสี่ (ซึ่งปกติเป็นเวลาเข้านอน)
ไม่ใช่เรื่องห้องน้ำชั้นล่างสุดที่ทุกคนไม่ค่อยกล้าลงไปอาบ ไม่ใช่ระยะเวลา 6 วัน 5 คืน ไม่ใช่แมวที่เกลียดและคันเพราะเราเดินหนีตลอด
แต่เป็นเรื่องการกิน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดเลยว่าจะลำบากอะไร ปกติไม่ค่อยกินผัก แต่ไม่หนักหนาเท่าไหร่เพราะแม่ครัวทำอาหารมังสวิรัติอร่อยใช้ได้เลย แบบว่าถ้าแม่รู้ว่าเรากินอะไรไปบ้างแม่คงดีใจสุดๆอ่ะ ของที่ไม่คิดจะกินเลยในชาตินี้ก็ต้องกิน พวกธัญพืชทั้งหลายนี่อย่างเกลียดก็กินได้ มีวันนึงกล้วยบวดชี อร่อยสุดขีด นิ่มๆชอบมาก กินแล้วน้ำตาจะไหล (กิเลสๆ) แต่ปัญหาคือ มันกินเช้ากับเที่ยง แล้วตกดึกเราหิวมาก ท้องร้่องนอนไม่หลับเลย ฮือ ก็ปกติกินมื้อบ่ายกับค่ำนี่นา
กางมุ้งเป็นกะเค้าที่ไหนหล่ะเรา
คืนแรกหลับเพราะเดินทางเหนื่อย
คืนที่สองนอนไปน้อยมากเพราะท้องร้อง
คืนที่สามเริ่มยุทธการยัดข้าวกลางวันเยอะๆจนท้องร้องน้อยลงไปนิดนึง
คืนที่สี่เราเริ่มแฮ๊บขนมถั่วตัดในครัวมากินก่อนนอน อิอิ
คืนที่ห้าเริ่มอยู่ตัวแถมแอบกินโอวัลตินก่อนนอนด้วย อ่าวคืนสุดท้ายละ
ผลคือกระเพาะขยายเพราะเกิดมาไม่เคยกินข้าวครั้งละ 3 ทัพพี ตามด้วยขนม ผลไม้ อัดแน่นตั้งแต่กลางวันขนาดนี้มาก่อน จบคอร์สน้ำหนักขึ้นเลยครับไม่น่าเชื่อ
จริงๆหลักที่มาคือการเรียนรู้เรื่องการทำสมาธิ
ซึ่งหลายคนก็พากันพูดว่านั่งสมาธิที่ไหนก็ได้ ที่บ้านก็ได้ บนรถเมล์ก็ได้ ไม่เห็นต้องถ่อไปไกลขนาดนั้นเลย มันก็จริงแต่ทำไม่ได้ไงไม่งั้นไม่มาหรอก อยู่บ้านเราเองคงไม่ไม่มีทางนั่งสมาธิครั้งละครึ่งชั่วโมงวันละ 3 รอบ เดินจงกรม ฟังเทปธรรมะ สวดมนต์จริงจังเท่ากับอยู่ที่นี่หรอก
มาอยู่นี่จนจบคอร์สก็ยังทำสมาธิได้ไม่ได้เท่าที่ควร
แต่ที่ได้คือความรู้ที่หลวงพ่อและแม่ชีสอนสั่ง การเฝ้าสังเกตลมหายใจแบบอาณาปานสติ
คือเราเกิดมาก็ตั้ง 30 ปีแล้วเพิ่งจะมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ครั้งแรกก็นับว่าช้าไปเหมือนกัน และเราก็ไม่ได้หวังว่าแค่มาทำครั้งนี้ครั้งเดียวทุกคนจะต้องเห็นว่าเราดีขึ้นทันตาเห็น เราว่ามันเหมือนรถจอดทิ้งไว้ตากแดดตากฝนมาสามสิบปีน่ะ อยากให้มันกลับมาวิ่งได้ก็ต้องเอามาทำทีละขั้น ตอนนี้มันได้แค่เอาออกมาจากพงหญ้ารกๆก่อน ยังต้องเคาะ พ่น สี ตัด ผุ แต่ง กว่าจะขับได้สบายเหมือนใหม่

วันสุดท้ายท่านให้แผ่เมตตาจากการภาวนาให้พ่อและแม่ รู้สึกเลยว่าถ้าเป็นผู้ชายคงบวชไปแล้ว
ซาบซึ้งในรสพระธรรมมากมาย ท่านมหาดำรงค์ท่านเป็นมะเร็งต้องหาหมอทุกเดือน จำวัดที่สตูล แต่หลวงพ่ออ.โพธิ์ (เจ้าอาวาสสวนโมกข์และผู้ก่อตั้งทีปภาวันฯแห่งนี้)สหายสนิท เชิญมาจำวัดที่นี่ตลอดพรรษาเพื่อพักฟื้นร่างกาย ท่านเทศน์ได้สนุกมาก ตอบปัญหาก็กระจ่างดีมาก ขำและอารมณ์ดีตลอด ถ้าไม่บอกว่าคีโมอยู่จะไม่เชื่อเลย

แม่ชีที่คอยดูแลพวกเราก็คอยชี้แนะตลอด แบบงงเดินจงกรมทำไม? เพื่ออะไร? ไม่เคยเดินอ่ะ ท่านก็ค่อยๆอธิบาย ก็ดีนะ ดีกว่านั่งสมาธิเพราะไม่เมื่อยและสัปหงกไม่ได้ด้วย : p เราไม่ค่อยสัปหงกเท่าไหร่เวลานั่งสมาธิ แต่ใจนี่สิไม่เคยนิ่งเลย คิดอะไรไม่รู้ฟุ้งๆ แต่เราแปลกกว่าคนอื่นคือคนอื่นเค้าจะคิดเรื่องอดีตกับปัจจุบันกันเยอะ ข้าพเจ้าดันจินตนาการสร้างเรื่องนู่น นี่ นั่น คือคิดสนุกจะได้ไม่หลับแต่ก็ไม่ได้เรื่องเลยสมาธิไม่มี กว่าจะจับจุดได้ก็วันท้ายๆแล้ว ต้องกลับมาฝึกที่บ้านอีกเยอะ แต่ก็เอ๊ะ นี่หลายอาทิตย์แล้วยังไม่เห็นได้นั่งสมาธิจริงจังกะเค้าเลยนะเนี่ย
ตัวป่วนสุดๆกลัวเจ้านี่มาก ชอบแอบมานอนที่นอนเรา บรื๋อ คัน
http://www.dipabhavan.com/