Posted by: nimiko | สิงหาคม 18, 2008

My new trip has begun!

 

Aug.13,2008
Departed from Suvarnabhumi Airport at 7.30pm with Singapore Airlines.

from thailand to singapore

from thailand to singapore

 

10.30pm transit at Changi Airport, Singapore

Changi Airport

Changi Airport

 

Aug.14,2008
Departed from Changi 00.10 to Copenhagen Airport 07.30am (bkk time 11.30am )

from Changi to Copenhagen, Denmark

from Changi to Copenhagen, Denmark

Drove 20 mins to Malmö , Sweden
My sister & her husbands home in Malmö , Sweden

My sister & her husband's home in Malmö , Sweden

andddddd
IKEA since day one hahaha
I love fabric most.
Posted by: nimiko | สิงหาคม 15, 2008

i love Turtle Island

* ตอนสุดท้าย…ต่อจากตอนที่แล้วๆมา

ด้วยความที่พลาดมาเยอะตลอดทริปเพราะไม่วางแผนไร  ชิลด์ไปเรื่อยเริ่มหมดแรง
คราวนี้โทร.ไปหาพี่สนิท  พี่ป๊อดให้เบอร์แฟนเพื่อนที่เกาะเต่ามา  บอกว่าเพื่อนเค้าเป็นเจ้าของบาร์ที่ฮิปที่สุดบนเกาะชื่อ Whitening แต่พี่ป๊อดไม่ได้บอกแฟนเพื่อนเค้าว่าเราจะมาวันนี้  ตลอดทางเลยติดต่อเบอร์ที่ให้ไว้ไม่ได้เลยเพราะพี่เค้าออกไปดำน้ำหน่ะสิ

แต่ไม่ยากเพราะลงเรือก็เห็นร้าน Whitening เลย
ลงไปถามที่ร้านเค้าก็เลยไปส่งร้านเนทที่เพื่อนพี่ป๊อดทำงานอยู่อีกที่  เกรงใจเค้ายุ่งๆอยู่แต่ก็โทร. ไปจองห้องพักราคาพิเศษให้เราแล้วให้น้องที่ร้านไปส่งถึงบังกะโล

จันทร์สมบังกะโลอยู่ไม่ไกลจากตลาดท่าเรือมากนัก  เดิน10 นาทีพอเหนื่อยอ่ะ
คิดเราคืนละ 500 แต่บรรยากาศโคตรดีติดทะเล ส่วนตัว เงียบและสวย  ถ้าไม่นับคนงานพม่าที่กำลังก่อสร้างอยู่ด้านหลังและต้องขนไม้มาโยนที่หน้าบ้านเราแล้วก็ Perfect หน้าบ้านมีเปลไว้ให้นอนชิลด์ด้วย  เลยไปกินข้าวที่ร้านอาหารแล้วกลับมานอนอ่านหนังสือสักพัก  เดินไปดูที่พักข้างๆซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน  แต่ราคาต่างกันลิบลับ  ของเค้าคืนเป็นหมื่น  แต่มันดีไซด์เก๋ดีนะเพราะจริงๆแถวนั้นเป็นหินเสียเยอะ  ก็เลยต้องทำบ้านให้ลัดเลาะเข้ากันหินและต้นไม้  ไฮโซสุดๆ

ตกเย็นเดินกลับไปหาพี่ที่ร้านเนทเลยเจอแฟนเพื่อนพี่ป๊อดจนได้  ชื่อ “พี่นุ้ย”
ที่ร้านเนทนี่รับจองตั๋วให้ฝรั่งด้วย  เลยดูยุ่งๆหน่อย  เจอเพื่อนชาวจีนของพี่นุ่ยชื่อ แองเจลีน
พี่เค้าชวนไปกินข้าวด้วยกัน  มีเพื่อนอีกกลุ่มรออยู่ที่ร้าน  ปกติจริงๆเราต้องเกรงใจและไม่ไป  แต่ไม่รู้ทำไมวันนั้นไป  คงเพราะพี่เค้าอัถยาศัยดีมากนั่นแหละ  ซ้อนมอเตอร์ไซด์พี่เค้าและคุยกันไปเรื่อย  ถึงได้รู้ว่าแฟนพี่เค้าเป็นรุ่นน้องพี่ป๊อดที่สวนกุหลาบ  ส่วนพวกพี่เค้าเรียนศิลปกรรมจุฬา  เราก็เฮ้ย  เพื่อนหนูอยู่ศิลปกรรมหลายคนเลย  บอกชื่อติ๊งต่องหัวฟุไปปรากฎพี่นึกไม่ออก  แล้วเค้าก็บอกว่าเนี่ยที่จะไปกินข้าวกันก็เป็นรุ่นน้องศิลปกรรม  ชื่อไรเหรอพี่?  บอกชื่อมาเรางี้กรี๊ดลั่นเกาะ…โลกกลมได้อีก

มาถึงร้าน Hippo ที่หาดทรายรี
เจอคนรู้จักซักทีดีใจจัง “โป้ง”เป็นเพื่อนอิติ๊งต่องเพื่อนเรา  ผ่านการกินเหล้าโต๊ะัเดียวกันมาแล้ว  และ “เป้ง” เป็นเพื่อนสนิทโป้งไม่ได้เรียนศิลปกรรม เคยเจอหน้าค่าตากันตามปาร์ตี้ทั่วไปแต่ไม่เคยคุยด้วย  อาหารมื้อนั้นหนักไปทางฝรั่งเพราะนอกจากเราคนไทย 4 คนแล้วก็ฝรั่ง 3 จีน 1 และฝรั่ง 1 ใน 3 คุยภาษาจีนกับแองเจลีนด้วย  งงเหมือนกันไม่เคยเจอฝรั่งล้งเล้งภาษาจีนอ่ะ

โป้งเป้งมาหาข้อมูลทำหนังหรืองานไรสักอย่างของมัน
มาอยู่ก่อนเรา 3-4 วันแล้ว  พักที่เดียวกับเราด้วย  ในที่สุดก็มีเพืื่อนกินเหล้าจนได้  ตกดึกก็กินเหล้าอยู่ Whitening กินเอาจริงมาก แต่คืนแรกข้าพเจ้าเหนื่อยขอตัวเดินกลับที่พักก่อน  เพราะตอนเช้าจองทริปเรือรอบเกาะไว้

8 โมงเช้าวันที่ 21 ออกเดินทางลงเรือไปเที่ยวรอบเกาะ
บนเรือมีคนไทยอยู่ 3 คนคือคนขับเรือ เด็กเรือที่เป็นไกด์ด้วยและเราเอง  ฝรั่งแม่งเมาหนักหรือชิลด์จัดไม่รู้  ไม่เห็นมันมีสัมภาระติดตัวมามากมายเหมือนเรา  เค้าก็มีอุปกรณ์มาให้  หน้ากาก ชูชีพ ตีนกบ  มาถึงจุดแรกที่เค้าจะปล่อยลงดูปลาฉลามหัวค้อน

เอิ่ม  คุณไกดืเด็กคะ…พี่ไม่เคย Snockelling ค่ะ  นอกจากนี้ยังว่ายน้ำไม่เป็นอีกด้วย
ไกด์ก็สอนใหญ่เลย  ลงน้ำปุ๊บเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้สัมผัสน้ำทะเลมานานเหมือนกัน  แต่ที่นานกว่านั้นคือเกือบจำไม่ได้ว่าทะเลมันเค็มขนาดนี้  โอ๊ย…แดกน้ำทะเลไปหลายอึกมาก  เพราะหน้ากากมันไม่พอดีกับหน้า (แล้วกูจะรู้มั้ย?)  คุณไกด์ก็ลากกูไปไกลเหลือเกิน  จูงมือกันไปประหนึ่งคู่รักหวานแหวว  แต่เปล่า…เค้าคงคิดว่าอินี่จะรอดมั้ยวันนี้นี่แค่จุดแรก  ไหนจะต้องดูลูกค้าที่เหลืออีกมากมาย  ที่ว่ายน้ำ ดำน้ำกันเป็นปลาฉวายเชียว  ไหนจะอิตัวถ่วงนี้อีกคน  ฮือออ  เหนื่อยชิบเป๋ง  แถมจอิ่มจุกน้ำทะเลมากมาย

ขึ้นเรือมาเค้าเปลี่ยนหน้ากากให้  แต่เริ่มไม่อยากลงแล้วนี่นา
มาถึงจุดที่ 2 คุณไกด์แทบจะถีบให้ลง  คราวนี้ไปคนเดียวด้วย  ไกด์แม่งนั่งแดกแตงโมอยู่บนเรือ  แล้วเราก็ทำได้เว้ย…โห  โลกใต้น้ำไม่ลึกยังสวยขนาดนี้  แต่ให้เราไปดำน้ำทะเลลึกเราไม่ไปอ่ะ  กลัว…เจอแค่ปลาการ์ตูน ตัวเล็กตัวน้อยก็พอใจแล้ว  ก็เสร็จแล้วก็ขึ้นเรือแล้วไปต่ออีกจุด อีกจุดไปเรื่อย  กินข้าวกลางวันบนเรือ  อร่อยดี…ข้าวเหลือก็โยนให้ปลามันกินกันใหญ่เลย  น่ารักดี

แล้วเค้าก็ไปปล่อยที่ เกาะนางยวน หาดสวยดีแต่ร้อนชะมัด
ฝรั่งรีบวิ่งไปอาบแดดกันเป็นทิวแถว  ข้าพเจ้าไปนั่งกินเครปไอศครีมจานละ 180 บาท…ไม่อร่อยเลย แหวะ  เดินเล่นๆไปเรื่อยจนเรือมารั บกลับ  เหนื่อยมากมายวันนี้  แต่โคตรประทับใจ  กลับมาบ้านอาบน้ำจะงีบสักหน่อยแต่ไม่หลับ

ตกเย็นไปหาพี่นุ้ยที่ร้านเหมือนเดิม  ตกดึกกินข้าว
ต่อของหวานที่ Whitening และกินเหล้าเหมือนเคย  เนื่องจากพรุ่งนี้เราก็จะกลับสมุย  อิโป้งเป้งก็จะกลับกทม.  เลยสั่งเสียกันยาวนานมาก  กินกันยันตี 4 เราไม่เมาเท่าไหร่แต่เพื่อนนี่สิ  เล่นเป็นสายัณ์ไปแล้ว  หมดกันภาพพจน์ผู้กำกับ

ตื่นเช้ามาอาบน้ำเก็บของจ่ายเงินแล้วก็ไปขึ้นเรือกลับสมุย
มาถึงสมุยก็เอาฟีโน่น้องนิขี่ไปซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกทม.  พันนิดๆรถออกบ่าย 3 โมงครึ่ง  มีเวลาซิ่งอีกแป๊บนึงก่อนรถออก  โทร.หาพี่ป๊อดที่มาถ่ายรูปปกอัลบั้มใหม่ที่หินตาหินยายสมุยนี่เหมือนกัน  แต่ไม่รับ  เลยอดเจอกัน  แวะกินข้าวข้างทางเป็นร้านขนมจีน กินจานเดียวแกตักแกงมาให้ 6 อย่างให้เลือกกินเอา  เหวอไปนิดนึง  ทำไมอลังการอย่างนี้วะ?  อร่อยดี

น้องมาส่งขึ้นรถทัวร์  โชคดีที่รถไม่เต็มที่นั่งข้างๆก็เลยว่าง
นอนน้ำลายยืดได้สบาย 55 ระหว่างทางมีแวะกินข้าวด้วย  ไม่ใช่ข้าวต้มกิ๊กกีอก  แต่เป็นร้านใหญ่โต  กับข้าวตั้ง 5 อย่างใช้ได้เลย…

  หลังจากนั้นก็เสียบ ipod นอนฟังเพลงจนหลับไป  ตี 5 ก็ถึงสายใต้ใหม่  แบกเป้กลับบ้านนอนสลบทั้งวัน

11 วันนี้ประทับใจทีปภาวันและเกาะเต่าที่สุด  ไว้รอคุณเพื่อนกลับมาไปกันอีกนะแก ^^

การเดินทางนอกจากจะได้ชาร์ทแบตวิญญาณ เพิ่มพลังกาย พักฟื้นหัวใจ 
ยังทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ  แทบจะทุกย่างก้าวในที่ที่ไม่เคยไป  สิ่งที่ไม่เคยสัมผัส  เตือนให้เรารู้สึกตัวอยู่ตลอดว่า  เรามันก็แค่ตัวนิดเดียว โลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้และรอคอยการเดินทางของเราเสมอ…มากมาย

จบการเดินทางครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมและการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของเรา  มันคงมีอะไรไปสะกิดต่อมอะไรเข้าสักอย่าง  กลับมาคราวนี้หลายคนก็เลยทักกัน  จนเราเองก็ยังแปลกใจ  ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ…ถ้าอะไรมันดีขึ้นแล้วก็อยากรักษาให้มันดีอยู่ต่อไปเรื่อยๆนะ  อย่าหมดพลังเสียก่อน : p

การเดินทางครั้งต่อไปกำลัง…เอ๊ะ  ไม่สิ  มันเริ่มขึ้นแล้วนี่นา 
ตื่นเต้นๆ  แล้วจะมาเล่าให้ฟัง  ติดตามอ่านได้ ที่นี่เร็วๆนี้  ฮิฮี๊ววว

Posted by: nimiko | สิงหาคม 13, 2008

พงัน..ไม่มันอย่างที่คิด

ตอนที่ ๓  ต่อจากตอนที่ 1 และ 2

จริงๆหลักของการเที่ยวคนเดียวแลละอยากพาตัวเองกลับบ้านอย่างปลอดภัยนั้นมีไม่กี่อย่าง
ที่สำคัญที่สุดที่เราคิดคือ “อย่าห่าม” เป็นใช้ได้  ไม่ว่าจะห่ามไปกับคนแปลกหน้าที่แปลกเกินไป หรือ ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเหมือนเราวันนั้น

หลังจากเป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่บนเรือข้ามมาพงันวันที่ฟ้าดูหม่นพิกล
มาถึงท่าเรือท้องศาลาที่เคยมาเป็นครั้งแรก  ด้วยความที่เกาะมันดูเก๊าะ เกาะ ถนนคอนกรีตหมดเลยเท่าที่เห็น  คือดูสะดวกกว่าเสม็ดแต่ไม่เมืองโคตรขนาดสมุย  มาถึงก็เริ่มเย็นแล้ว  เราก็เดินไปเช่ามอร์เตอร์ไซด์ก่อนเลยเพราะกะอยู่คืนเดียวอยู่แล้ว

ขอบอกว่าทางตอนแรกพื้นราบดีมาก
หารู้ไม่ว่าหาดริ้นน่ะอยู่อีกไกล  ไม่เท่าไหร่  ทางสุดยอดจะชัน  ชันแล้วลงมาเป็นโค้งอีก  ก็ไม่รู้ว่าผ่านมาได้ยังไง  แต่คิดไว้แล้วว่ากูไม่ขี่กลับแน่นอน  รู้สึกจะมาตายไกลไปหน่อยนึง  จริงๆร้านมอเตอร์ไซด์เค้าควรเตือนนักท่องเที่่ยวนะ  เพราะฝรั่งที่ขี่มาก็ดูท่าทาง Thank god! กันหลายคน  อันนี้คือพฤติกรรมที่ห่ามสุดในทริปนี้

ห่ามน้อยลงมาหน่อยคือไม่รู้หรือไงว่า fullmoon ห้องพักเต็มหมด
ทั้งบังกะโลถูกๆหรือโรงแรมแพงๆไม่มีห้องว่างเลย  เอาไงดีวะขี่ถามมาหลายที่  จะให้ขี่กลับลงโค้งนั้นอีกตอนมืดแบบนี้ไม่เอาอ่ะ  แต่ก็นับว่ายังมีโชคอยู่บ้าง  เข้าไปถาม Guest house ที่นึงซึ่งไม่ไกลหาดริ้นมาก  ก็เต็มอยู่แล้ว  แต่พี่คนเฝ้าเห็นเป็นคนไทยตัวน้อยมาคนเดียวแกเลยให้พักที่บ้านเพื่อนที่อยู่ในรั้งเดียวกัน  เพื่อนแกเป็นผู้หญิงไปหาแฟนที่เยอรมันอยู่ตอนนี้  เลยโชคดีได้พักบ้านทั้งหลังราคา 400 บาท  ห้องน้ำใหญ่มาก ทีวี ดีวีดี เครื่องเสียงพร้อม

อาบน้ำเสร็จ  เดินไปกินข้าวที่ร้านอาหารริมทะเลของ Guest house นี่
กินเสร็จฝนเริ่มลงเดินกลับห้องมาอาบน้ำ  เปิดทีวีดู AF ไม่อยากจะบอกว่าโทรศัพท์สายแรกที่โทร.หลังจากวิปัสสนาเสร็จคือ โทร.หาเพื่อนชื่อบูมเพื่ออัพเดท AF ว่าใครออกแล้วเป็นไงถึงไหน  ขำดี  ดู AF จบตอนห้าทุ่มกว่า  ฝนเริ่มหยุดพอดี  ออกไปดูฝรั่งเมาดีกว่า

ถ้ามากับเพื่อนก็คงเมา  แต่ก็ดูจะไม่ใช่แนวของพวกเราเลย
มีกระป๋องใส่เหล้าขวดเล็กและมิกเซอร์เรียงรายมากมายบนโต๊ะเหมือนสังฆทานขายตลอดทางเดินเข้าหาดและบนหาดด้วย  ฝรั่งยังเมาไม่มาก  คนไม่เต็มหาดเพราะฝนตกด้วยมั้ง  ก็เดินถ่ายรูปๆไปเรื่อยๆ  คนไทยก็มีบ้างเหมือนกัน  เค้าก็กินเหล้า โชว์เล่นไฟ เปิดเพลงตื๊ด เพ้นท์ตัวด้วยสีสะท้อนแสง  เต้นริมหาดซึ่งสักพักรองเท้าก็จะหาย  กลับบ้านเท้าเปล่ากันตรึมอ่ะ  เดินไปเรื่อยๆอย่าหยุดสบตาใครก็ไม่มีใครมายุ่งด้วย  ไม่เห็นมีคนมาขายยาเลย  หน้าเราคงคลีนเกินไป : p สักพักเบื่อและ 7-11 หาไรกินนิดหน่อยแล้วก็กลับบ้านดูทีวี นอน

panhan island

panhan island

ตื่นมาฝนพรำอีกแล้ว  จะกลับไงดีวะ
กินกาแฟ  เดินริมทะเล  คุยกับป้าที่เดินเก็บหอยไปหมักน้ำปลา  ป้าบอกให้โทร.ไปร้านมอเตอร์ไซด์เค้าเอารถกลับเองได้อยู่แล้ว  ลองโทร.ไปเจ๊ที่ร้านบอกไม่มีคนขึ้นไปเอาหรอก  แล้วน้องขี่ขึ้นไปได้ไง  ก็นั่นน่ะสิพี่มันรอดมาแล้วขามาแต่ก็ยังไม่อยากตายตอนขากลับเนี่ยแหละ  แถมมีเวลานิดเดียวเพราะเรือจะออกจากพงันบ่ายโมง

สรุปเลยไปจ้างพี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างให้ขี่คันของเราลงไปให้หน่อย
คิด 400 อย่างแพง  แต่ก็ถือว่าเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า…ถึงท่าเรือเอารถไปคืน  ซืื้ิอตั๋วไปเกาะเต่า  ปรากฎเรือเร็วเต็ม…แม่งน่าจะซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อวาน  พลาดอีกแล้ว  ก็ไม่เป็นไรมีเรือช้ากำลังจะออกเหมือนกัน   บ๋ายบายพงัน

ps. to p’nan this post is especially for you cos i update it form Changi Airport Singapore that i transiting :) see you again the last episode of this trip.

Posted by: nimiko | สิงหาคม 11, 2008

เหรียญทอง md mv

เมื่อวาน…
หลังจากอิ่มเอมเปรมปรีดิ์อยู่บ้านคนเดียวกับเหรียญทองโอลิมปิคเหรียญแรกของประเทศไทยจนน้ำตาไหลแล้ว

ก็ออกไปช่วยเพื่อนๆเค้าถ่าย Music Video ตัวใหม่ของ Modern Dog มา
สนุกสนาน เพื่อนกัน เฮฮา เพลินๆ

เพลงใหม่ ฟังได้เลยตอนนี้ที่ www.moderndog.biz
ทางวิทยุคงต้องรออีกสักอาทิตย์ - 2 อาทิตย์
ส่วน MV. ตัวนี้ก็คงต้องรออีกสักพักเพราะ Zoran ต้องเอากลับไปตัดที่เยอรมัน

เพลง “นิยาย”

อัลบั้มใหม่ล่าสุด แนวไทยร๊อค
“ทิงนองนอย” จะวางแผง 09.09.08
มิได้เกี่ยวกับแฟลตปลาทองแต่อย่างใด…รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับตอนนี้หาอ่านได้ใน happening ฉบับปัจจุบันหน้าปก Modern Dog

และอื่นๆอีกมากมายที่กำลังจะวางแผงจ้ะ

ท้้ายนี้ขอความกรุณาอุดหนุนของจริงกันเถิดนะคร้าบบบบบ

Posted by: nimiko | สิงหาคม 11, 2008

สมุยเปี๊ยนไป๋

ตอนที่ ๒ ต่อจากตอนที่แล้ว

17 ก.ค. วันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมเป็นวันอาสาฬหบูชาพอดี
มาถึงวันสุดท้ายเหลือกันอยู่ 3 คน แบบว่าบางคนเค้าก็อยู่ได้ 2 วัน 3 วัน บ้าง บางคนมาเอา 2 วันสุดท้าย ป้าที่อยู่ที่นี่บอกว่ารุ่นเราเป็นรุ่นที่คนน้อยสุดเลย แต่ก็ดีนะสนิทกันไปเลย 3 คนสุดท้าย

ชาวบ้านขึ้นมาทำบุณที่ทีปภาวันฯกันเยอะเหมือนกัน
พวกเราตื่นทำวัตรเช้าและสมาธิช่วงเช้าเสร็จก็เป็นอันจบคอร์ส แต่พี่ติ๋มเจ้าของที่ที่มอบให้หลวงพ่อโพธิ์ทำเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ชวนให้อยู่ฟังเทศน์และถวายพระเพลก่อน เลยชิลด์กันได้อีก

เพื่อนใหม่ 2 คน คนนึงคือพี่อาร์ทที่แบ็คแพ็คมาจากกรุงเทพฯเหมือนเรา ตามที่เคยเล่าไปแล้ว พี่เค้าบ้านอยู่ไม่ได้ไกลจากเราเท่าไหร่เลย เค้าอยู่พระราม 6 เราอยู่ พระราม 5 ขนาดปั่นจักรยานไปหาได้เลยนะเนี่ย

น้องอีกคนชื่อ นิ เป็นสาวอุบลเรียนจบทีี่กทม.และทำงานที่นั่น จนเมื่อ 3 ปีที่แล้วบริษัทหาคนลงมาประจำสาขาที่สมุย น้องบอกกะว่าจะลองมาสักครึ่งปี รอให้บริษัทหาคนใหม่มาแล้วจะกลับ จนผ่านไป 3 ปีแล้วเนี่ย ก็ยังอยู่มาได้

ขากลับพี่ติ๋มลงมาส่งที่วัดเขาศิลางูฝั่งตรงข้ามทีปภาวันฯ
พี่อาร์ทนั่งสองแถวไปท่ารถเพื่อรอเวลาขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ น้องนิก็กลับบ้านพักแถวบ่อผุด ข้าพเจ้าติดต่อพี่ชายคนหนึ่งให้มารับ

พี่หนึ่ง Sleeper One พื้นเพเป็นคนสมุย โทษฐานที่รู้จักกันเลยโดนรบกวนไปหนึ่งดอก
บ้านพี่หนึ่งเองก็เป็นโฮมสเตย์ด้วย มีห้องว่างพอดี ขอนอนคืนนึงนะ พี่แกพักอยู่กับคุณยาย 2 คนตอนนี้ คุณยายยังดูสุขภาพและความจำดีมาก เพิ่งไปบวชชีมาเหมือนกันแต่ยายโกนหัวเลย แก้บนที่หายป่วยหนัก

บ้านพี่เค้าอยู่แถวบางเก่า แบบว่าติดทะเล ที่ดูแล้วไม่เหมือนอยู่สมุยเลย
มันอีกบรรยากาศ เงียบๆ เก่าๆ ชาวบ้านๆ นิ่งๆดี พี่เค้าบอกว่าบางทีฝรั่งก็มาอยู่แถวนี้กันเป็นเดือนๆก็มี มาเขียนหนังสือหรือพักผ่อนเงียบๆกันไป

เนื่องจากเหลือกันสองคนยายหลาน พี่หนึ่งเลยขนเครื่องไม้เครื่องมือสตูดิโอมาไว้ที่นี่หมด อัลบัม้ล่าสุดที่กำลังจะออกก็ทำกันที่นี่ ชิลด์ชะมัดยาด เปิดหน้าต่างไปก็ทะเลแล้วอ่ะ แถมพี่แกเล่นติด wi fi ทั่วบ้าน งานนี้ก็เสร็จน้องสิฮะ พี่ท่านเล่นยก notebook ให้มาเล่นเครื่องนึง ซึ่งข้าพเจ้าก็สามารถอยู่เงียบๆกับมันคนเดียวได้ตั้งแต่ริมทะเล จนถึงห้องนอนยันตีสี่ อ้อ มีขี่ชาลีของคุณยายจะออกไปกินข้างข้างนอกคนเดียวด้วยนะ แล้วแบบพี่หนึ่งก็ไม่กล้าบอกว่าทางมันมืดมาก แถมโค้งนึงมีศาลเต็มไปหมดเลยอ่ะ ขากลับฝนลง ข้างทางมีควันๆ แล้วโคตรมืด รถที่วิ่งก็น้อยจนบางตอนเป็นเราคนเดียว โหย อย่างกับหนังผีจริงๆ เราโคตรกลัวเลย เกิดไฟหน้ารถสาดไปเห็นไรขึ้นมาทำไงเนี่ย…แล้วพี่แกเพิ่งมาเฉลยวันรุ่งขึ้นว่าโค้งนั้นน่ะของเค้าแรงแต่ไม่อยากบอกเรา…โถ่ พี่

ลงมาจากเขาวันแรกก็ได้เรื่องเลย
มันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งเกิดจากความไม่ชอบพูด ขี้เกียจอธิบายอะไรมากมายของเราเอง คือเราคิดว่าถ้าเค้าไปเชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกมาก่อนแล้ว มันก็ป่วยการที่เราจะมา defend ตัวเอง ความจริงใครพูดอะไรทำอะไรมันรู้กันอยู่แล้ว แต่มันไม่อยากพูดไง แล้วทุกคนบอกให้เราพูดอ่ะ มันไม่อยากทำ ยิ่งบอกว่ากลับมากรุงเทพแล้วค่อยคุยกันเลยยิ่งไม่อยากกลับเลย สำหรับเราเรื่องเพื่อน กับ ครอบครัว มันเป็นอะไรที่ทำให้เครียดได้ง่ายมาก แต่ก็ช่างเหอะปล่อยให้ทะเลมันลบรอยเท้าเราไป

วันรุ่งขึ้น ตื่นมาพี่หนึ่งก็บอกว่าจะพาคุณยายไปรพ.เพราะเมื่อคืนไอเยอะ
เราก็เลยอาบน้ำ เดินไปกินอาหารเช้าแถวนั้น กลับมาเก็บเสื้อผ้า นอนอ่านหนังสือ
ปรากฎคุณยายนอนโรงพยาบาลเลย เพราะพรุ่งนี้พี่หนึ่งต้องกลับกทม.อยู่แล้วด้วย อยู่รพ.จะได้มีคนดูแล

ศุกร์ที่ 18 พี่เค้าก็มาส่งข้าพเจ้าที่เฉวง กะจะมาหาน้่องนิสหายธรรมที่ทำงานร้านเสื้อยี่ห้อดังแถวนี้
คือมันไม่มีอะไรที่ตรงกับแผนที่คิดไว้เลยเพราะสมุยมันเปลี่้ยนไปเยอะมาก กะจะหาห้องพักราคาย่อมเยาว์อยู่สัก 2-3 คืนก็มีแต่แพงหูฉี่ แล้วดันนึกว่าเค้าเลื่อนคืน fullmoon มาเป็นคืนนี้ก็กะจะข้ามไปพงันเสียหน่อย ปรากฎเค้าเลื่อนไป 2 คืนเลยข้ามวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ตกลงมันจะปาร์ตี้กันคืน 19 เลยเดินมึนอยู่พักนึงว่าจะเอาไงดี น้องนิก็เลยชวนให้นอนค้างบ้านเค้าก่อน แล้วพรุ่งนี้พี่จะไปไหนก็ไป 555

คุณเพื่อนใหม่เลิกงานตั้งห้าทุ่ม ข้าพเจ้าเลยได้ฟีโน่คุณน้องมาซิ่งทั้งวัน
ก่อนอื่นที่คิดถึงมากเกินห้ามใจคือ Ice cream และ Chocolate สรุปคือเพิ่งรู้ว่าติดของหวานเอาเมื่อตอนไม่มีกินเนี่ยแหละ

“เฉวง” มีทุกสิ่งให้เลือกสรรจริงๆ เหมือนพัทยา เหมือนภูเก็ต เหมือนสยามด้วย
มี Star Bucks 3 แห่ง มี McDonald มีถนนคอนกรีต มีแต่หาดส่วนตัวของโรงแรม มีร้านนวดเยอะมาก มีบาร์เท่ๆโรงแรมเก๋ๆ ซึงตอนนี้เน้นหนักไปทางปูนเปลือย มีร้านเสริมสวยที่คิดค่าสระไดร์แค่ 400 เอง แสรดดดด

นั่งกิน Cookies n’ Cream ที่ Baskin 2 ลูกควบ อร่อยน้ำตาแทบไหล ชอบที่สุด
ต่อด้วยนวดไทยอีกชั่วโมง คุยไปคุยมาคนนวดมาจากนครปฐมเหมือนกัน อ่า โลกกลมอีกแล้ว

เอาเป้ไว้ที่ร้านคุณน้องแล้วเอาฟีโน่ออกไปซิ่งรอบเกาะ
หิว…กินร้านไหนดีอ่ะ? ปรากฎเจอร้านนึงริมถนน ตอนแรกก็ดูน่าสนใจเพราะมันเรียบๆง่ายๆเท่ๆแนวเกรย์ฮาวนด์นิดๆ จนเจอป้ายโฆษณาเลยตัดสินใจกินร้านนี้เลย อยากกินแบบรสชาดบ้านๆจริงๆเลยต้องลอง

แล้วก็บ้าสั่ง คั่วกลิ้ง กับ แกงส้ม แถมด้วยข้าวไข่เจียวหมูสับมากินคนเดียว
อิ่มทะลัก แถมเผ็ดสะใจไปหลายวันอ่ะ อร่อยว่ะ ขอแนะนำๆ

หลังจากนั้นก็ขี่ฟีโน่ไปเรื่อยๆดูซิว่ารอบเกาะมันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
รถเยอะขึ้นมาก อะไรๆก็เปลี่ยนไป ตึกเยอะ โรงแรมแยะ BigC Lotus สารพัดสารเพ Taxi วิ่งกันขวักไชว่ แล้วขอบอกว่า Taxi ที่นี่เค้าว่ากันว่าแพงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ไม่กดมิเตอร์นะขอรับ เรียกพี่เค้าไปไหนทีขั้นต่ำๆก็ 200 up แล้วแหละ ฝรั่งพวก bagpackers เค้าจะนั่งสองแถวกันทั้งนั้นแหละ มันแพงเว่อร์ มอเตอร์ไซด์รับจ้างเลยพลอยแพงตามไปด้วย สุดยอดไปเลย

ขี่ไปเรื่อยๆก็ดันมืดซะแล้วยังไม่รอบเลย ฝนดันลงอีก
จอดรถรอข้างทางหน้าร้านขายของ ถนนเปลี่ยวและมืด แต่ทำไงได้มาแล้วก็ต้องไปต่อ โทร.หาเพื่อนรุ่นน้องที่พอดีครอบครัวมาสังสรรค์อยู่ที่นี่ด้วย แวะไปหาเสียหน่อย ทุกคนดูตื่นตาตื่นใจกับการมาของข้าพเจ้ามากมาย แค่มอเตอร์ไซด์กับเสื้อกันฝนเอง :p มั่วกินของอร่อยกับเค้าอยู่พักนึงก็ต้องซิ่งกลับมาเฉวงรับคุณน้องเพื่อกลับบ้าน

บ้านพักคุณน้องน่ารักดีอ่ะ เล็กๆเงียบๆต้นไม้เยอะๆ โหย นอนหลับฝันดี
วันรุ่งขึ้นคุณน้องบอกเราว่าเพื่อนบอกว่าเรือออกจากนี่ไปพงันบ่าย 2 เราก็ว่าเราอ่านเจอว่า 12.30 นี่นา ก็ไม่เป็นไรชิลด์กันไป มาถึงท่าเรือลมพระยา บ่ายโมงกว่า ปรากฎเรือออกไปแล้วจริงๆ รอบต่อไปห้าโมงเย็น แปร่วววว เกรงใจน้องเลยบอกว่ารอได้ไปทำงานเหอะ

3 ชั่วโมง…ดูหนังได้เลยนะเนี่ย ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดไว้เลยจริงๆ
กินข้าวก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว ไม่รู้จะทำไรเลยฝากกระเป๋าเค้าไว้ เดินประมาณกิโลออกไปนั่งสองแถวเข้าเมืองมานิดนึงไปเดินเล่น BigC ไม่น่าเชื่อๆเจอกันในกรุงเทพยังไม่พอ ยังดีมีซีเอ็ดบุ๊ค เข้าไปหมกตัวได้เป็นชั่วโมง ได้หนังสือมาเล่มนึง เอ ได้ข่าวที่พกมา 3 เล่มยังไม่จบสักเล่มเลย ลูกอิช่างซื้อจริงๆ เดินซื้อขนมนมไว้กินเล่นบนเรือ ซื้อ Sun Block อีก ว่างเกินไปนี่ไม่ดีจริงๆว่ะ เสียเงินประจำเลย

ตอนที่ ๑

หลังจากปลุกปล้ำกับ notebook เครื่องเก่า-แก่อยู่นาน  ในที่สุดก็กลับมาอัพบล็อคได้สักที
เล่นเอาเหนื่อย เพราะเขียนไว้อย่างยาวมาทีนึงแล้วแต่โพสต์ปุ๊บหายสาบสูญไปในพริบตา เศร้าใจ

มีเรื่องมาเล่ามากมายหลังจากหนีไปเที่ยวสุราษฎร์มาคนเดียวมา 10 วัน 4 เกาะ
เท้าความจากเมื่อตอนลาออกจากงานเมื่อธันวาปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า “จะไปวิปัสสนา” คืออยากไปมากไอ้คอร์ส 7 วัน 10 วันเนี่ย แต่ถ้าทำงานอยู่นี่ไม่สามารถไปได้แน่ๆ แต่ก็ดันมีคนชวนมาทำงานเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ก็เลยไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งการไปวิปัสสนาแล้วว่าจะกลับมาทำกิจการเล็กๆของตัวเองกับคุณแฟน ซึ่งก็ดันเลิกกันอีก

คราวนี้อยู่ๆก็ได้ออกจากงานอีกแล้ว…คงไม่มีครั้งไหนที่ออกมาแล้วสบายใจเท่าครั้งนี้
รีบหาคอร์สวิปัสสนาเป็นการด่วน ที่โน่นก็เต็ม ที่นั่นก็เต็ม และมาลงตัวที่สุดที่นี่แหละ…แต่ทว่ามันต้องออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วหน่ะสิ

ศุกร์ที่ 11 ก.ค. ตอนเช้าตื่นมาก็รีบไปซื้อตั๋วรถไฟ
ตอนแรกว่าจะไปซื้อชุดขาว แต่หลังจากรื้อตู้ดูแล้วก็ได้เสื้อขาว กางเกงดำเพียบ พอดีที่นี่เค้าไม่เคร่งเท่าไหร่ เสื้อผ้าสีสุภาพถูกกาลเทศะเป็นพอ เลยไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่การจัดเสื้อผ้าโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่ออีกสักกี่วันนี่…เล่นเอาเครียดเหมือนกัน

รถไฟออกจากสามเสนห้าทุ่ม นัดเพื่อนๆมาเลี้ยงส่งตัวเองที่ปลาดิบ
ตอนแรกทุกคนนึกว่าอำ พอเห็นแบกเป้มาก็งง ไปจริงนะ แถมไม่รู้ด้วยว่าจะกลับเมื่อไหร่
บอกว่าจะไปวิปัสสนาแต่ก็นั่งกินเหล้าได้จนใกล้ถึงเวลารถไฟจะออก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แย่มาก ไอ้ผิดศีลหน่ะก็ใช่ แต่การเข้าห้องน้ำบนรถไฟหลายๆรอบนี่ไม่หนุกเลยว่ะ คราวหลังอย่าทำ

คนที่นั่งข้างๆเป็นสาวอิสลาม รถไฟเรามันสายกรุงเทพฯ-ยะลาน่ะ
ปกติไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าแต่ว่าเมานิดหน่อยก็เลยได้ความมาว่าเมื่อก่อนนี้เป็นครูสอนในโรงเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนกัน แต่อยู่ไม่ไหว เลยออกมาสอบเป็นนักวิชาการ อืม…บอกเค้าว่าอยากไปสอนเด็กอ่ะ ไปเลยได้มะ ตอนนี้ว่าง เค้าบอกว่าอย่าไปเล้ย เนี่ยสอนเด็กนะอยากสอนเต็มที่ อยากอยู่กับเด็กหลังเลิกเรียนก็ไม่ได้ ทหาร ชุดคุ้มครองก็คอยกัน ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่คนในพื้นที่สอนเอง อย่างเราๆมาจากทืี่อื่น อยู่ไกลต้องมีคนมาคอยดูแลอีกยุ่งยากมาก

นี่ถ้าเค้าบอกว่าไปสอนได้นี่นั่งไปลงยะลาด้วยแล้วนะ
คือจะไม่แปลกใจเลยถ้าจะตายปีนี้เพราะมันมีแต่เรื่องแย่ๆมาตลอดเลย อยากทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง แต่ก็นะขออย่างเดียวขอไปทำประกันให้พ่อแม่ก่อนจะได้สบายใจ :)

08:11 รถไฟมาถึงสถานีพุนพิน สุราษฎร์
นั่งเข้าไปอ.เมือง แล้วไปต่อรถตู้ไปท่าเรือ Seatran Ferry ปกติไม่เคยมาท่านี้เลย
เรือเที่ยว 10 โมงออกเลทไปครึ่งชั่วโมง ถึงสมุยก็เที่ยงพอดี

Yes…Samui Island ครั้งที่ 4 ของข้าพเจ้า
จริงๆมาสมุยให้สะดวกจริงๆก็ Bangkok Airways สะดวกสบาย สนามบินน่ารักสุดๆ
รองลงมาก็รถบัส VIP 24 ที่นั่งจากกรุงเทพข้ามมาส่งถึงหน้าทอนนี่เลยสบายมากๆ
แต่รักการรถไฟไง..ถึงจะหลายต่อหลายทอดแถมนอนไม่สบาย อาหารว่างไม่อร่อย แต่ก็มีพี่เทรนโฮสเตสดุๆแต่งหน้าเข้มๆ เสื้อแหวกลึก กระโปรงสั้น ใส่ทองที่คอ 5 บาท ข้อมืออีกเส้นใหญ่ คอยเขวี้ยง เอ๊ย เสิร์ฟขนมกล่องและกาแฟให้เราตอนเช้า หลังจากเปิดไฟปลุกเราทั้งโบกี้ตอนตี 5 และคอยตามยึดผ้าห่มจากเราตั้งแต่ 6 โมง ดีที่ใส่เแจ็คเกตกันหนาวมา Oh! i love State Railway of Thailand.

ใช้เวลาเดินตลาดหน้าทอนเพื่อหาซื้อผ้าเช็ดตัวที่นึกได้ว่าลืมหยิบใส่เป้มา  (จริงๆเพราะเป้มันเต็มแน่นเล้วเลยลืมต่างหาก) และกินข้าวเหนียวหมูปิ้งให้สะใจเพราะ 6 วันต่อจากนี้เราจะไม่ได้เจอเนื้อสัตว์อีกแล้ว นั่งรอรถสองแถวรอบเกาะ จ่ายค่าสองแถวไป 60 บาท เค้าวัดตามระยะทางที่เรานั่ง…อืม

บ่ายโมงเราก็เดินทางมาถึงจุดที่เค้าบอกในเวปไซต์ว่าจะมีรถมารับขึ้นเขาตอน 13:00 เจอผู้หญิง 3 คนรออยู่ก่อนแล้ว 2 ใน 3 แก่กว่าเราแน่ อีกคนดูจะรุ่นเดียวกัน  ปรากฎเพิ่งจะมาวิปัสสนาครั้งแรกเหมือนกันหมดเลย เพียงแต่เค้าทั้งหมดเป็นคนสมุย

การเดินทางขึ้น “ทีปภาวันธรรมสถาน” ต้องใช้รถ 4WD เนื่องจากทางยังไม่ดีและชันมาก
นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึง มีแม่ชีหนึ่งท่านคอยรับลงทะเบียน แล้วก็พาเราไปดูที่พักเรือนนอน บอกว่าเมื่อเช้ามีมาแล้วคนหนึ่ง เหมือนเราเดี๊ยะ bagpack คนเดียวมาจากกรุงเทพเหมือนกันเลย ปรากฏพอได้รู้จักกันแล้วพี่เค้าเหมือนเรายิ่งกว่าคือ ศึกษา หาจากในเวปอยู่นาน รู้จักหมดวัดไหน คอร์สไหน แต่ไม่สามารถจัดเวลาให้ลงตัวกับชีวิตได้อยู่เป็นปี จู่ๆบทจะมาได้ก็ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันเลย ผิดกันอยู่นิดเดียวพี่เค้าต้องขออนุญาติแฟนอยู่นานกว่าจะได้มา แหม่

มาถึงวันแรกก็ยังมีคนไม่มากเท่าไหร่ เรือนที่เรานอนมีกัน 5 สาวที่กล่าวมาถ้วนๆ
มีอีกเรือนอยู่ใต้ศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องเดินจากเรืองนอนของเราขึ้นไปอีกเป็นกิโลนึงอ่ะ เดินขึ้น เดินลงทุกวันเลย วันละ 3 รอบอ่ะคิดดู พวกป้าๆย่ายายเค้าเลยนอนกันเรือนข้างบนเสียเยอะ

วันแรกที่ไปถึง 12 ก.ค. ก็เริ่มเลย
ทำวัตรเย็น ฟังธรรม นั่งสมาธิ แล้วก็เข้านอนตอนสองทุ่มครึ่ง ไม่คิดว่าจะหลับแต่ก็หลับสนิทคงเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง

และนี่ึืคือตารางฝึกอบรมของทุกวันที่นี่
04:00 ตีระฆังตื่นนอน
04:30 ทำวัตรเช้า
05:00 ธรรมะรับอรุณ
05:30 นั่งสมาธิ
06:00 - 07:15 บริหารกายโยคะ (ชอบมาก)
07:30 - 09:15 อาหารเช้า พักผ่อน ปฏิบัติงานอาสา
09:30 ธรรมะบรรยาย
10:30 เดินจงกรม
11:00 นั่งสมาธิ
11:30 - 14:15 อาหารเที่ยง พักผ่อน ปฏิบัติงานอาสา
14:30 ฟังเทปธรรมะท่านพุทธทาสฯ
15:30 นั่งสมาธิ
16:00 เดินจงกรม
16:30 นั่งสมาธิ
17:00 - 18:15 ดื่มน้ำปานะ พักผ่อน
18:30 ทำวัตรเย็น
19:00 ธรรมะบรรยาย
19:30 นั่งสมาธิ
20:00 พักผ่อนนอนหลับด้วยจิตที่มีเมตตาและสติ

ตามนี้เลย กิน 2 มื้อ ถือศีลอย่างน้อย 5 ข้อ นอกนั้นก็ชิลด์ๆ ปกติเท่าที่ศึกษามาเค้าจะเน้นไม่คุยกัน แต่ที่นี่ไม่ห้าม แต่แม่ชีก็คอยเตือนให้เก็บวาจาอยู่บ่อยๆ แต่พอขึ้นเรือนนอนพี่ๆเค้าชวนคุยเราก็เลยต้องคุย

แล้วก็เรื่องมือถือเราก็ปิดสนิทแน่นิ่งตั้งแต่ก่อนขึ้นมาที่นี่ แต่เจ๊คนนึงเปิดแล้วบ่นใหญ่เลยว่าไม่มีสัญญาณ ผ่านไป 2-3 วันเราเลยเปิดทิ้งไว้ในเตียงบ้าง ปรากฎมันมีสัญญาณต่ำๆมาเป็นช่วงๆแล้วพอมาปุ๊บเราก็จะได้ sms เพียบแล้วหนึ่งในนั้นดันขึ้นว่าพ่อเราโทร.มาไง…จิตใจไม่ดี ก็ไม่ได้บอกใครไว้เลยว่าจะมา น้องอีกคนเลยให้ยืมมือถือเค้าโทร.ปรากฎพ่อยืมตังค์ แปร่วววว พอดีวันรุ่งขึนอีกคนเค้าจะกลับแล้วพอดีเลยวานเค้าช่วยโอนเงินให้พ่อเราด้วยเลย นี่แหละน๊าเค้าถึงให้ปิดโทรศัพท์ตลอดการปฏิบัติธรรม ไม่งั้นมันว้าวุ่นๆ

แล้วเราก็บื้อมากเลยอ่ะ ก็อ่านมาเยอะอีกว่าพวกเครื่องประทินผิว ครีม แป้ง เค้าไม่ใช้กัน ที่นี่ก็ไม่ห้ามอีก เดือดร้อนต้องไปยืมของคนอื่นเค้าใช้โดยทั่วหน้า อิอิ

จะเห็นว่ามันมีช่วงพักผ่อนเยอะมาก ซึ่งถ้าไม่อาบน้ำก็นอน แต่มันนอนกลางวันไม่หลับ เลยเอาผ้าไปซักมันทุกวันอ่ะ ขนาดเตรียมเสื้อผ้ามาพอดีแล้วแต่มันว่างจัดไง จริงๆวันแรกๆก็เปรี้ยวไปเดินป่าเล่น เนื่องจากมันเป็นพื้นที่ป่าบนเขา ต้นไม้เพียบ อากาศบริสุทธิ์โคตรๆ เดินไปปีนต้นไม้ไป ปรากฎเจอตัวงูยาวเป็นเมตรวิ่งเลื้อยตัดหน้าไป เลยยื่นนิ่งๆแล้วค่อยๆเดินกลับมาและไม่เดินกลับไปอีกเลย เจองูแบบนี้จะเจอคู่มั้ยวะ? อิอิ ซักผ้าทุกวันจนเล็บฉีกหมดเลยอ่ะ

วิวจากศาลาปฏิบัติธรรม

เรื่องหนักสุดสำหรับเราไม่ใช่การตืิ่นนอนตอนตีสี่ (ซึ่งปกติเป็นเวลาเข้านอน)
ไม่ใช่เรื่องห้องน้ำชั้นล่างสุดที่ทุกคนไม่ค่อยกล้าลงไปอาบ ไม่ใช่ระยะเวลา 6 วัน 5 คืน  ไม่ใช่แมวที่เกลียดและคันเพราะเราเดินหนีตลอด

แต่เป็นเรื่องการกิน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดเลยว่าจะลำบากอะไร ปกติไม่ค่อยกินผัก แต่ไม่หนักหนาเท่าไหร่เพราะแม่ครัวทำอาหารมังสวิรัติอร่อยใช้ได้เลย แบบว่าถ้าแม่รู้ว่าเรากินอะไรไปบ้างแม่คงดีใจสุดๆอ่ะ ของที่ไม่คิดจะกินเลยในชาตินี้ก็ต้องกิน พวกธัญพืชทั้งหลายนี่อย่างเกลียดก็กินได้ มีวันนึงกล้วยบวดชี อร่อยสุดขีด นิ่มๆชอบมาก กินแล้วน้ำตาจะไหล (กิเลสๆ) แต่ปัญหาคือ มันกินเช้ากับเที่ยง แล้วตกดึกเราหิวมาก ท้องร้่องนอนไม่หลับเลย ฮือ  ก็ปกติกินมื้อบ่ายกับค่ำนี่นา

กางมุ้งเป็นกะเค้าที่ไหนหล่ะเรา

คืนแรกหลับเพราะเดินทางเหนื่อย
คืนที่สองนอนไปน้อยมากเพราะท้องร้อง
คืนที่สามเริ่มยุทธการยัดข้าวกลางวันเยอะๆจนท้องร้องน้อยลงไปนิดนึง
คืนที่สี่เราเริ่มแฮ๊บขนมถั่วตัดในครัวมากินก่อนนอน อิอิ
คืนที่ห้าเริ่มอยู่ตัวแถมแอบกินโอวัลตินก่อนนอนด้วย  อ่าวคืนสุดท้ายละ
ผลคือกระเพาะขยายเพราะเกิดมาไม่เคยกินข้าวครั้งละ 3 ทัพพี ตามด้วยขนม ผลไม้ อัดแน่นตั้งแต่กลางวันขนาดนี้มาก่อน จบคอร์สน้ำหนักขึ้นเลยครับไม่น่าเชื่อ

จริงๆหลักที่มาคือการเรียนรู้เรื่องการทำสมาธิ
ซึ่งหลายคนก็พากันพูดว่านั่งสมาธิที่ไหนก็ได้ ที่บ้านก็ได้ บนรถเมล์ก็ได้ ไม่เห็นต้องถ่อไปไกลขนาดนั้นเลย มันก็จริงแต่ทำไม่ได้ไงไม่งั้นไม่มาหรอก อยู่บ้านเราเองคงไม่ไม่มีทางนั่งสมาธิครั้งละครึ่งชั่วโมงวันละ 3 รอบ เดินจงกรม ฟังเทปธรรมะ สวดมนต์จริงจังเท่ากับอยู่ที่นี่หรอก

มาอยู่นี่จนจบคอร์สก็ยังทำสมาธิได้ไม่ได้เท่าที่ควร
แต่ที่ได้คือความรู้ที่หลวงพ่อและแม่ชีสอนสั่ง การเฝ้าสังเกตลมหายใจแบบอาณาปานสติ
คือเราเกิดมาก็ตั้ง 30 ปีแล้วเพิ่งจะมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ครั้งแรกก็นับว่าช้าไปเหมือนกัน และเราก็ไม่ได้หวังว่าแค่มาทำครั้งนี้ครั้งเดียวทุกคนจะต้องเห็นว่าเราดีขึ้นทันตาเห็น เราว่ามันเหมือนรถจอดทิ้งไว้ตากแดดตากฝนมาสามสิบปีน่ะ อยากให้มันกลับมาวิ่งได้ก็ต้องเอามาทำทีละขั้น ตอนนี้มันได้แค่เอาออกมาจากพงหญ้ารกๆก่อน ยังต้องเคาะ พ่น สี ตัด ผุ แต่ง กว่าจะขับได้สบายเหมือนใหม่

วันสุดท้ายท่านให้แผ่เมตตาจากการภาวนาให้พ่อและแม่ รู้สึกเลยว่าถ้าเป็นผู้ชายคงบวชไปแล้ว
ซาบซึ้งในรสพระธรรมมากมาย ท่านมหาดำรงค์ท่านเป็นมะเร็งต้องหาหมอทุกเดือน จำวัดที่สตูล แต่หลวงพ่ออ.โพธิ์ (เจ้าอาวาสสวนโมกข์และผู้ก่อตั้งทีปภาวันฯแห่งนี้)สหายสนิท เชิญมาจำวัดที่นี่ตลอดพรรษาเพื่อพักฟื้นร่างกาย ท่านเทศน์ได้สนุกมาก ตอบปัญหาก็กระจ่างดีมาก ขำและอารมณ์ดีตลอด ถ้าไม่บอกว่าคีโมอยู่จะไม่เชื่อเลย

แม่ชีที่คอยดูแลพวกเราก็คอยชี้แนะตลอด แบบงงเดินจงกรมทำไม? เพื่ออะไร? ไม่เคยเดินอ่ะ ท่านก็ค่อยๆอธิบาย ก็ดีนะ ดีกว่านั่งสมาธิเพราะไม่เมื่อยและสัปหงกไม่ได้ด้วย : p เราไม่ค่อยสัปหงกเท่าไหร่เวลานั่งสมาธิ แต่ใจนี่สิไม่เคยนิ่งเลย คิดอะไรไม่รู้ฟุ้งๆ แต่เราแปลกกว่าคนอื่นคือคนอื่นเค้าจะคิดเรื่องอดีตกับปัจจุบันกันเยอะ ข้าพเจ้าดันจินตนาการสร้างเรื่องนู่น นี่ นั่น คือคิดสนุกจะได้ไม่หลับแต่ก็ไม่ได้เรื่องเลยสมาธิไม่มี กว่าจะจับจุดได้ก็วันท้ายๆแล้ว ต้องกลับมาฝึกที่บ้านอีกเยอะ แต่ก็เอ๊ะ นี่หลายอาทิตย์แล้วยังไม่เห็นได้นั่งสมาธิจริงจังกะเค้าเลยนะเนี่ย

ตัวป่วนสุดๆกลัวเจ้านี่มาก ชอบแอบมานอนที่นอนเรา  บรื๋อ คัน

http://www.dipabhavan.com/

Posted by: nimiko | กรกฎาคม 8, 2008

ไร้สาระ

อยู่คนเดียวจะเหงาสักเท่าไหร่

4everfriend

เฮ้ย  คิดถึงคุณเพื่อนว่ะ
เมื่อเช้านี้คุยกันโคตรมันเลยอ่ะ…
ลืมไปเลยว่าหกโมงเช้า  แถมเพิ่งจะหลับลงไปเมื่อตอนตี 4  -_-”
จริงๆแล้วชีวิตชั้นขาดการ chit chat  อย่างนี้ไปนี่เองตั้งแต่แกไปอยู่ที่โน่น
ขอบใจมากที่โทร.มาถูกเรื่องถูกเวลามากๆ 555

ขอให้ต่อวีซ่าผ่านฉลุยแล้วไปตะลุยแดนไวกิ้งกันนะ
ไปให้ได้นะแก ที่พักฟรี ดนตรีฟรี กินก็เกือบฟรี
จะได้นอนคุยกันให้หายบ้าไปข้างนึง

รักและคิดถึงชิบหาย

ปล.พระท่านว่า
“สุขทุกข์มันก็เท่านั้น ไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย ทุกอย่างล้วนเป็นของชั่วคราว
เดี๋ยวมันก็จะผ่านมาผ่านไป เหมือนทุก ๆ เรื่อง และทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างในชีวิต”

อยู่ๆก็นึกถึงเพลงนี้

ชะตาชีวิต
CHATA CHEEWIT
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

      นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย
คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง
ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง
หลงใหลหมายปองคนปรานี
ขาดเรือนแหล่งพักพำนักนอน
ขาดญาติบิดรและน้องพี่
บาปกรรมคงมี
จำทนระทม

 
           ท้องฟ้าสายัณห์ตะวันเลือน
แสงลับนับวันจะเตือนให้ใจต้องขื่นขม
หากเย็นลงฟ้าคงยิ่งมืดยิ่งตรอมตรม
ชีวิตระทมเพราะรอมา
จวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่อง
เฝ้ามองให้เดือนชุบวิญญาณ์
สักวันบุญมา
ชะตาคงดี

 

Posted by: nimiko | กรกฎาคม 4, 2008

ขอสักวัน…

 

ปีนี้มันเหนื่อยอ่ะ
รู้สึกเลยว่าทุกปัญหา ทุกสถานการณ์ที่รุมเร้าเข้ามา
มันก็คือประสบการณ์…
มันทำให้ชีวิต ความคิด การกระทำเราเปลี่ยนไปเยอะมากๆเลย

จากที่เจอปัญหาแล้วเอาแต่ร้องไห้โวยวาย
ก็เริ่มนิ่ง เริ่มปลง และมองหาแง่ดี  หารอยยิ้มที่ซ่อนไว้ในเหตุการณ์นั้นๆ
มาปลอบใจตัวเอง…เราต้องอดทนและแข็งแรง

แต่พอมาถึงจุดนึงที่ความอดทนมันทะลุปรอทไปแล้ว
มันไม่รู้จะบรรยายยังไง  เรื่องนั้นยังไม่ทันจบก็มีเรื่องนี้  ย้ำๆซ้ำๆกันเข้ามา
ก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันอ่ะ   มันตัน  อยากระบายกับใครก็พูดไม่ได้
อยากร้องไห้กับเพื่อนก็ต้องอดทนโตแล้ว…ร้องคนเดียวละกัน

รู้ตัวว่ามีปัญหาเรื่องสมองและความคิดมันไม่ function เอาเสียเลย
ขนาดเล่าเรื่องอะไรให้เพื่อนฟังก็ไม่มีคนรู้เรื่อง เล่าสลับกันไปมา เพื่อนงง
เวลามีปัญหามันก็เลยไปเรื่อย  จากเรื่องที่เครียดเพราะไม่รู้ว่าเครียดอะไรก็ไปเรื่อยเลย 
ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วอย่างนั้นจะทำไง และเรื่องนั้นหล่ะ โอย  นู่น  นี่  นั่น อีก ประดังประเด
คือมั่วมาก  ฟุ้งซ่าน สับสน panic paranoid มาพร้อมๆกัน
คิดจนกลัวเส้นเลือดในสมองแตกเลยต้องไปเปิดทีวีดู AF แทน
ไม่งั้นตายแน่เลย

เวลาที่เราป่วยจนเข้าโรงพยาบาล
เวลาที่เราท้อแท้ จนหมดแรงที่จะเดินต่อ
จะมีสักกี่คนที่ผ่านมามาฉุดเราให้ลุกขึ้นเดินต่อ
จะมีสักกี่คนที่ห่วงใยเราจากใจจริงๆ
คนเราจะเห็นใจกันจริงๆก็เมื่อยามตกยากเนี่ยแหละเนอะ

ก็รู้นะว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่พอคนที่แบบอยู่ไกลๆนานๆคุย msn กันทีอ่ะ 
เค้ายังห่วงใย  ส่งกำลังใจ  ให้คำปรึกษา
กับบางคนที่เราบากหน้าไปหาตอนมีปัญหา
กลับมีแต่คำพูดที่ทำให้เรารู้สึกแย่ลงไปอีก
แล้วก็ตัวเราเองนี่แหละที่ดันไปเก็บเอาคำพูดเหล่านั้น
กลับมาคิด  มาทำร้ายตัวเองซ้ำเข้าไปอีก 
ไม่รู้จะไปสนใจคำคนพรรค์นั้นทำไมนักหนานะเรา

พรุ่งนี้ไม่รู้จะเป็นไง
เดือนหน้าไม่รู้ว่าจะมีงานทำไหม
รู้อย่างเดียวว่าเวลามันต้องหมุนไป
ทิ้งเรื่องราวเลวร้ายให้อดีต
วันที่ดีต้องทำให้มันมีมาทุกวัน

Posted by: nimiko | มิถุนายน 26, 2008

สุนทรภู่..เรื่อง(เล่า)..ฮอกไกโด

26.06 วันนี้วันสุนทรภู่
จากเดิมที่เราเคยร่ำเรียนกันมาว่าท่านเกิดที่บ้านกร่ำ อำเภอแกลง จ.ระยอง
ตอนนี้นักวิชาการได้วิเคราะห์ ค้นคว้ากันมาในระยะ 10 ปีหลังนี่  จนเปลี่ยนที่เกิด เอ๊ย จนยืนยันได้ว่า ท่านเกิดย่านวังหลัง ฝั่งธนบุรี เป็นผู้ดีบางกอก  อยู่บ้านหลวงเรือนแพท่าช้างวังหลวง  หาใช่อาลักษณ์ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่อย่างไพร่ ไร้เคหาไม่ จดจำเสียใหม่…เอิ่ม แต่ในหนังสือเรียนปัจจุบันยังไม่เห็นเปลี่ยนเลยอ่ะ แล้วไงเนี่ย คนระยองคงงง เดี๋ยวก็ได้มีเดินขบวนเรียกร้องให้บันทึกใหม่ให้ท่านกลับมาเกิดที่ระยองกันหรอก…เฮ่อ

http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=4825

ถ้าท่านเกิดสมัยนี้คงได้ติด Best Seller กันทุกเรื่องอ่ะนะ
มาถึงยุคปัจจุบันบ้าง…นักเขียนมากมี หนังสือมากมาย  ให้เราเลือกซื้อ เลือกอ่าน เลือกสูบตังค์จากกระเป๋ากันบานตะไท  ล่าสุดเพื่อนรักนักเขียนออกพ็อคเกตบุ๊คมา 2 เล่มควบเลย

เล่มแรกพาเที่ยวสเปนแดนกระทิงดุ
“เรื่อง(เล่า)หลังเขาพีเรนีส ”
nullnull

และเล่มที่ 2 “ฮอกไกโดวันที่หิมะละลาย”
null

ตอนนี้ติดอันดับหนังสือขายดีด้วย
ช่วยอุดหนุดหนังสือน่ารักๆเลย์สวยๆไว้ในอ้อมใจด้วยนะคร้าบ

ปล. ถ้าหาร้านอื่นไม่เจอ ไปร้านนายอินทร์มีชัวร์
ปลล. ไม่ได้เข้า hi5 หลายวันกลับมาก็เลยแฮงค์ไปหลายวันเลย คอมเม้นท์หายเกลี้ยง วัยรุ่นเซ็งว่ะ 

เบื่อจัง

 

 

ด้วยความที่เขียนไดอารี่ออนไลน์มานาน
มีน้องๆเพื่อนๆที่คบหากันมานานทางไซเบอร์อยู่บ้าง
นอกจากนี้ก็ยังมีคนที่น่าสนใจ  ให้เรา(แอบ)ตามอ่านไดอารี่ของเค้าอยู่เรื่อยๆ 
บางคนก็เป็นเพื่อนของเพื่อน 
บางคนอยู่เมืองนอกก็ได้อ่านชีวิตในต่างแดน 
บางคนมีลูกก็ได้ติดตามพัฒนาการเลี้ยงลูกความเจริญเติบโตของเด็กน้อย
บางคนก็ชอบแนะนำร้านอาหารอร่อย
บางคนชอบทำอาหารก็เอารูปเอาวิธีการทำมาลง ฯลฯ

หนึ่งในนั้นที่เราติดตามก็คือเรื่องราวชีวิตของตำรวจนายหนึ่ง
อายุเพิ่งจะ 23 เท่านั้น  เขียนไดมานานเหมือนกัน  บันทึกเรื่องตลก ขำขำ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ถ่ายรูปก็สวย  อ่านเพลินมาก  และบันมึกมันทำให้เรารู้ว่าเค้ามองโลกในแง่ดีแค่ไหน  หลายวันในบันทึกที่เค้าลงรูป เขียนเล่าภารกิจที่ปฏิบัติกับตชด.ที่ยะลาออกมาได้อย่างน่ารักจนไม่น่าเชื่อว่านั่นคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

และนี่คือส่วนหนึ่งที่หมวดตี้เขียนไว้เมื่อ 03.04.08
http://polize.diaryis.com/?20080403

วันนี้พี่ ๆ มาหาที่ฐาน
รู้สึกอบอุ่นนะ ที่พี่ ๆ มากันเยอะแบบนี้
พี่ ๆ ลงมากันเพียบ
แล้วแต่ละคนเพิ่งจบหลักสูตรพิเศษมาทั้งนั้น
มีตี้นี่แหละ ยังไม่ได้จบหลักสูตรพิเศษอะไรเลย
หลักสูตรผู้บังคับหมวด ซึ่งเป็นหลักสูตรพื้นฐาน
ตี้เองก็ยังไม่ได้เรียน
เพราะ… ถ้าขึ้นไปเรียน มันจะไม่มีคนทำงาน
เลยเลือกที่จะอยู่ทำงานต่อดีกว่า

แค่งานธรรมดาก็ยากแล้ว
นี่ทำงานในพื้นที่แบบนี้ด้วย
มีทีม มีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องรับผิดชอบ
มันไม่ง่าย… มันอธิบายไม่ถูก
ต้องลองให้ได้เจอเหตุการณ์ที่ว่า
วันส่งกำลังมาใต้ เมียลูกน้องเดินมา แล้วบอกว่า
“ดูแลสามีหนูด้วยนะคะ ให้เขาปลอดภัยกลับมานะคะ..”
….
….
ความรู้สึกที่มันแน่น…. นั่นแหละ… ภาระที่ต้องแบกไว้…
ถ้าจะพูดตรง ๆ ก็คือ
เราไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา
ของแบบนี้ มันแค่พริบตาเดียว
พริบตาเดียว อาจจะทำให้ลูกกำพร้าพ่อ
หรือพ่อแม่อาจจะเสียลูกชาย
พริบตาเดียวจริง ๆ
ให้สัญญาอะไรไม่ได้ ว่าจะกลับบ้านทุกคน
แต่… จะพากลับทุกคน

แต่ ในขณะเดียวกัน… มองย้อนมาดูคนที่นี่
คนที่นี่ เขาก็มีชีวิต มีครอบครัว
และ เขาก็คือคนไทย คนบริสุทธิ์ ตัวเปล่า ๆ
ยอมไม่ได้หรอก ที่เขาจะมาตาย
โดยที่เรา นั่งดูข่าวเขาตาย
แล้วก็บอกว่า “อีกแล้วเหรอ..”
จากนั้นก็เปลี่ยนช่อง ไปดูรายการอื่น
ชีวิตเขา ไม่ได้มีค่าแค่เพียงคำว่า “อีกแล้วเหรอ”
 
จริงอยู่ ว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่ต้องมา
แต่ถ้าแค่เพียงคำว่า “หน้าที่” อย่างเดียว
มันไม่พอหรอก ที่จะเอาชีวิตมาเสี่ยงแบบนี้
ชีวิตตี้เอง ยังมีอะไรไปได้อีกเยอะ
แต่…. “หัวใจ” นี่แหละ
ที่ทำให้ตี้ และ หลาย ๆ คน เลือกที่จะมาทำงานแบบนี้

ไม่ได้ว่าอะไรใคร
และไม่ได้ชมว่าพวกกุต้องดีเลิศ
แค่อยากจะบอกว่า….
ทำอะไรประเทศชาติกันบ้าง
อย่าเห็นแก่ตัวเอง
ผมไม่ได้เก่งที่สุด
ผมไม่ได้เจ๋งเป้ง
ผมก็แค่…. รักประเทศไทย….

จะปกป้องผองไทยชั่วนิรันดร์
สิ้นชีวันก็ยังห่วง หวงแผ่นดิน

แต่ตอนนี้เค้าต้องหยุดเขียน  หยุดไดอารี่หน้าสุดท้ายไว้ในวันเกิดครบรอบ 24 ปีของตัวเองเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา  ตามข่าวนี้
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=167684&NewsType=1&Template=1
ตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร ยิงปะทะโจรใต้ที่บันนังสตา จนท.เจ็บ 4 “ร.ต.”หัวหน้าชุดพลีชีพ 1 นาย ตร.ยะลานำ ฮ.เข้าพื้นที่ลำเลียงส่ง รพ. เผยถูกซุ่มยิงขณะลาดตระเวน คาดฝีมือกลุ่ม “มะแอ อภิบาลแบ” แกนนำอาร์เคเค

บันทึกหน้าสุดท้ายเขียนไว้ก่อนออกไปลาดตระเวนในวันเกิดเหตุ
http://polize.diaryis.com

ขอไว้อาลัยแด่ ร.ต.ต.กิตติคุณ บุญลือ หรือ หมวดตี้
ขอบคุณทุกคนที่เสียสละเพื่อชาติไทยที่เรารัก…ขอดวงวิญญาณสู่สุขคติ

R.I.P

Older Posts »

หมวดหมู่