สืบเนื่องจากตอนที่ ๑ จากอ.เมืองแม่ฮ่องสอน ขึ้นเหนือไปอีก
6 โมงเช้าของการเดินทางวันที่ 2 ศุกร์ที่ 28 ธ.ค.
เราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพราะนอนไม่สบายแต่เพราะคิดว่าอยากเห็นตลาดตอนเช้าของที่นี่ และอยากใส่บาตรด้วย อากาศตอนเช้าที่นี่หนาวเข้าใจดีจริงๆ หมอกลงจัดแถมตอนเราตื่นก็ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ เป็นเมืองเล็กที่ดูเหงาๆดี

เดินออกมาจากรั้วโรงแรมก็เจอพี่ชายตั้งโต๊ะขายของใส่บาตร
เราก็ไม่รอช้านิมนต์พระกันเลยในทันใด..สาธุ
เดินดุ่มไป 2 เลี้ยวก็เจอตลาดสายหยุด
แหล่งท่องเที่ยวอีก 1 แห่งที่ต้องมาเพราะอะไรไม่รุ….แต่เวลาไปตจว.เราก็ชอบเที่ยวชมตลาดนะ มันดูถึงเมืองเค้าดี และร้านที่หนังสือท่องเที่ยวต่างแนะนำในตลาดนี้ก็คือ “โจ๊กเสวย” ซึ่งวันที่เราไปมันปิด – -” เดินหาอยู่หลายรอบโง่จริงๆ แต่ก็ได้กาแฟ+ปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าแทน อร่อยเอร็ด


และด้วยความไม่รู้เราก็ขี้เกียจอาบน้ำตอนเช้าใช่ป่ะ?
เลยอยากไปแช่น้ำร้อนที่ “ภูโคลน” ซึ่งในแผนที่ที่ร้านเช่ามอไซด์ให้มามันอยู่เลยเมืองไป 12 กิโลเอง…เราก็คิดว่าไปแช่น้ำ พอกหน้าแล้วกลับมา check out เอารถไปคืนแล้วค่อยขึ้นปางอุ๋งก็ได้ ก็เลยไปภูโคลนกันทั้งที่ยังไม่อาบน้ำ….หลงทางพอหอมปากหอมคอ(ประมาณ 3 โลกว่าได้) จริงๆนะไปแบบนี้แม่ง…อ่านหนังสือท่องเที่ยวมากไม่ได้ บอกสาย 108 แยกเข้า 1095 โอ๊ยยย งง หลงสิครับ
ตั้งหลักใหม่ใช้ปากถามเอาชัวร์กว่า
พอถึงภูโคลนก็พอกหน้า…อยากแช่น้ำจัง มันร้อนกว่าออนเซ็นอีกนะ แต่เพื่อนร่วมทางผู้ไม่ยอมพอกหน้าแล้วทำการใดๆบอกว่าไม่ควร….เออ เลยพอกหน้าดำคนเดียว 20 นาที 60 บาท คนเยอะมาก มากันเป็นคันรถ
วิธีการคือจ่ายเงิน ได้คูปอง เอาคูปองไปยื่นในห้อง เค้าก็ให้เราล้างหน้าให้สะอาด นอนบนเตียงเหมือนร้านทำผม เอาโคลนปาดๆๆๆๆ แล้วก็ให้เดินไปรอข้างนอก 20 นาที เดินเล่นไปไหนก็ได้ ทีนี้พวกคนหน้าดำก็เดินกันเต็มเลยไง ขำดีๆ

พอครบ 20 นาทีก็ให้ไปล้างออก ตอนล้างออกต้องหลายน้ำมากๆ
ดำปื้ดอาจติดผม ติดซอกหูได้ต้องล้างให้สะอาดเอี่ยม แล้วตอนจบเค้าจะฉีดน้ำแร่ให้ แค่นี้จบพิธีการ….กลับเข้าเมืองสบายใจ
ระหว่างทางเราก็ตัดสินใจกันว่าจะขี่มอไซด์คันนี้ขึ้นไปปางอุ๋งแหละ
เพราะ 44 กิโลเอง จิ๊บๆ…(จริงเหรอวะ?) เลยขอจองห้องพักต่ออีกคืนเอาไว้เก็บสัมภาระส่วนใหญ่ แบกชุดกันหนาวสารพัดไว้รวมกันในเป้ใบเดียว อาบน้ำ กินข้าวแล้วออกเดินทาง
ซึ่งก็โง่อีกเพราะมันต้องมาทางเดียวกับภูโคลนเลย
ไม่รู้จะไปๆมาๆทำไม 2 รอบไม่วางแผนเล้ยยยย ขำขำ ถ้ารู้ว่าจะต้องแปลงร่างเป็น สก๊อยขั้นสมบูรณ์คงไม่มาพอกหน้าแต่แรก เพราะสุดท้ายหน้าก็พังอยู่ดี แง
ข้อแนะนำในการขี่มอไซด์ขึ้นดอย
1.อย่าใช้รถเกียร์ออโต้เพราะมันจะอืดมากยามขึ้นที่ชัน อืดแบบคิดว่ากูต้องไปไม่ถึงแน่ๆเลยอ่ะ จริงๆพระเจ้า
2.ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังจากในตัวเมือง บนเขาเค้าไม่มีปั๊มน้ำมัน กว่าจะถึงร้านน้ำมันแบบหลอดก็ทางเข้าปางอุ๋งแล้ว เห็นรถยนต์น้ำมันหมดมาหลายคัน โปรดอย่าชะล่าใจ
3.ถ้าอยากตายก็เหยียบให้รถตกเขาไปเลย อย่ามาแซงทางโค้ง ท่านตีนผีทั้งหลายเอาอะไรมามั่นใจว่าจะไม่มีรถสวนมาวะ? อยากตายก็ไปตายคนเดียวอย่าเอาชีวิตคนอื่นไปเสี่ยงด้วย ถนนก็มี 2 เลนส์แถมทางก็คดเดี้ยว หักศอก หักมุมหลายขนาน ใจเย็นๆฮะ เดี๋ยวก็ถึง

ใช้เวลาทัศนาวิวบนดอยอย่างดูดดื่มชิลด์สุดชีวิต
สลับกับใจเต้นกับความอืดของมอไซด์ได้ประมาณ 1.30 ชั่วโมง ก็หลงเข้าไปใน “พระตำหนักปางตอง” ด้วยเข้าใจว่าปางอุ๋งอยู่ในนี้ - -” นั่น…เสร่ออีกแล้ว ก็เห็นรถเข้าไปเพียบเลย ใครจะรู้ว่าหลงเหมือนกันเล่า? ไปเจอคนเลี้ยงแพะถึงเพิ่งรู้ว่ายังอีกประมาณ 12 โล และเพิ่งค้นพบว่าน้ำมันถึงขีดแดงแล้วและปั้มหลอดอยู่แถวบ้านป่าแป๋ไกลออกไปอีก 6-7 กิโล
น้องแพะ
เอาวะ…ลุ้นๆ ใจเราคิดว่าถึงแหละ ไม่ถึงก็เข็นหรือโบกรถไปซื้อน้ำมันแล้วโบกกลับมาก็ได้ ปรากฏว่าถึงนะ…โล่งอก รถยนต์คันที่มาเติมก่อนเราก็ชะตาใกล้เคียง ท่าทางน้ำมันจะขายดีแน่ๆ

อย่างที่บอกว่าเรามากันแบบดุ่มๆไม่ได้จับจองอะไรทั้งสิ้นทั้งที่รู้ว่าฤดูท่องเที่ยว
ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ได้ที่พักก็ลงไปนอนล่างๆหน่อยก็ได้ หมู่บ้านที่ผ่านมาก็เห็นมีที่พักอยู่บ้าง ไม่น่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน
เราเข้าสู่ดินแดน “ปางอุ๋ง” ด้วยความหวาดหวั่นว่ามาผิดที่อีกรึเปล่าวะ?
ประตูสู่ปางอุ๋งไม่ได้มีป้ายใดๆแต่มีท่านทหารเฝ้าอยู่ด้วย ตกใจเล็กน้อยต้องจอดถามเพื่อความแน่ใจ … ว่าป้าย “บ้านรวมไทย” นี่มาถูกแล้วใช่ไหม? พี่ทหารบอกว่าแม่นแล่ว ฮุฮุ ในที่สุดเราก็มาถึง T_T ใช้เวลาการขี่มอเตอร์ไซด์ไต่เขาขึ้นมาเกือบ 2 ชั่วโมง หิวข้าวชิบเป้ง

ไม่พูดพร่ำขี่เข้ามาปุ๊บเจอที่พักชื่อดังที่เราได้อ่านเจอเค้าแนะนำมาในหลายเวป
ของแท้ที่ชาวเวปแนะนำว่าบริการดี เป็นกันเองต้อง “บ้านลุงปาละ” กลิ่นคั่วกาแฟคลุ้งบ้าน ก็สั่งอาหารก่อนเลยซึ่งแกจะเสิร์ฟตามเมนูที่แกกำหนดไว้ในแต่ละวันซึ่งก็ได้ ไข่เจียว แกงจืด และแกงพื้นบ้านอะไรสักอย่างที่เรากินไม่เป็นมาทานเป็นมื้อกลางวันในเวลาค่อนข้างเย็นแล้ว

ถามที่พักเล่นๆปรากฏว่ามี…โอวว ไม่จริง
ไหนใครๆเค้าว่าเต็มล่วงหน้าหลายเดือน ได้นอนเต็นท์แสนสบายในราคา 300 บาทอยู่ด้านหลังบ้าน ทำเป็นขั้นบันไดแล้วสร้างเป็นแคร่ไม้ไผ่ขึ้นมาสำหรับกางเต็นท์ แทรกอยู่ในธรรมชาติ ก็นับว่างามดี
บ้านเป็นห้องๆเขาก็มีแต่รู้อยู่แล้วว่าเต็มเลยไม่ได้สนใจดูเท่าไหร่อยากนอนเต็นท์
หลังจากซัดอาหารมื้ออร่อยจนอิ่มตื้อ ตบด้วยกาแฟรสเยี่ยมของที่นี่แล้วก็ได้เวลาออกไปเดินเล่น ผ่านบ้านลุงไปก็มีบ้านของชาวบ้านอยู่กันประมาณ 10 ครอบครัวเป็นคอมมูนิตี้ชาวไทยใหญ่ที่มีทหารคอยดูแลอยู่ เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พระราชทานและอยู่ติดชายแดน ก็อุ่นใจได้อย่างหนึ่งว่ามันไม่น่าจะเละเทะเหมือนปายที่สร้างได้สร้างเอาขึ้นได้เรื่อยๆ เพราะเท่าที่คุยกับคุณลุงบ้านตรงข้ามในยามผิงไฟกันตอนดึกนั้น ลุงแกเล่าด้วยสำเนียงที่ฟังยากมากเหนือปนอะไรสักอย่างก็ได้ความว่า จะเห็นป้ายหน้าบ้านทุกหลังว่า บ้านใคร เลขที่เท่าไหร่ มีผู้อาศัยกี่คน สมมุติบ้านนี้มี 4 คน เวลาทหารมาตรวจก็ต้องมี 4 คนจะพาใครมาอยู่เพิ่มไม่ได้ อะไรเช่นนี้
บ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดๆกันก็ทำโฮมสเตย์กันเยอะอยู่


รูปแบบก็คล้ายกันเป็นบ้านหลังๆบ้าง มีครัวไว้ทำอาหาร ด้านหน้าบ้านก็มีเพิงเป็นร้านให้เรานั่ง อาหารเครื่องดื่มมีบริการ บางหลังมีจับกลุ่มผิงไฟแก้หนาว คุยกันน่าสนุก อยากแจมแต่วงแน่นเกิน
บรรยากาศยามเย็นที่ปางอุ๋ง

เสร็จแล้วเราก็กลับมานั่งเล่นที่บ้านลุงปาละต่อ
เจอแก๊งค์หนุ่มสาวมาเป็นคู่อีก 2 คู่พักที่เดียวกัน แต่เขาคงจองห้องพักกันมาแหละ
ระหว่างนี้ก็มีไกด์พาคณะทัวร์มาลง 1 คันรถตู้ เป็นประมาณครอบครัวใหญ่วัยเกือบสูงอายุ 10 คนได้ มาถึงก็ล้งเล้งเสียงดังเข้าห้องพัก เอานู่นเอานี่เห็นคุณไกด์วิ่งบริการขาขวิด
แล้วก็มีอีกครอบครัวนึงพาเด็กๆและอาม่ามาด้วย
ครอบครัวนี้ได้ห้องพักผสมกับเต็นท์เหมือนเรา ครอบครัวหลังนี่เตรียมพร้อมหน่อย มีเต็นท์มาเองด้วย เอ๊ะ แต่ที่นี่เค้ากางเต็นท์ไว้ให้แล้วนะ พี่เค้าก็จัดการยกเต็นท์ของลุงออกแล้วกางของตัวเองใหม่บนแคร่ อาม่าจะนอนเต็นท์ด้วย โอวว ม่าแมนมาก สมควรให้ลูกๆหลานๆรักมากๆ
ยังไม่ 6 โมงดีก็เริ่มมืดแล้ว…กินข้าวเย็นกันดีกว่า เมนูวันนี้ที่บ้านลุง

ก็กินแบบเบๆแกงจืด ไข่เจียวเหมือนเดิม
แล้วก็เดินเล่น…Slow life ดี ไฟฟ้าไม่มี (อาศัยปั่นไฟกัน จะเลิกปั่นตอน 4 ทุ่ม)
ดาวสวยใสแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน และคงไม่ได้เห็นแบบนี้อีกนาน ว่าไปทะเลเห็นดาวเกลื่อนแล้ว ที่นี่เกลื่อนกว่ายิ่งช่วงที่มืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวนเลยยิ่งเห็นเกลื่อนกลาด กระจัดกระจายเต็มผืนฟ้าไปหมด…งามขนาด อยากให้คุณเพื่อนๆมานั่งดูดาวด้วยกันจริงๆ T_T

ยังไม่อยากเข้าเต็นท์ก็นั่งเล่นไปเรื่อยๆ
ได้ยินคุณพี่ที่ทำหน้าที่จัดคิวที่พักให้เราวุ่นวายๆอยู่กับเรื่องที่พักแหละ ปรากฏคนที่จองไว้ยังไม่มาและมีคนมาหาที่พักแต่เค้าไม่กล้าปล่อย บอกว่าจะปล่อยห้องตอนสามทุ่ม เราก็เลยบอกว่าไม่มาจริงๆขอย้ายจากเต็นท์ด้วยละกันนะเพราะคู่หูเราท่าทางไม่ค่อยสบาย เค้าก็ไม่รับปากอะไร หลังจากนั้นก็เห็นลูกสาวน้องแมวโทร.ติดต่อคนที่จองอยู่ตลอด แถมตกดึกยังมีคนที่ปายขับรถพานักท่องเที่ยวมาหาที่พักอยู่เลย มันมืดขนาดว่ายังจะมีคนขับขึ้นมาตอนเวลานี้อีกหรือ ทางมันน่ากลัวมากเลยนะ ต่อให้รถเบ๊นซ์มารับเราลงเขาตอนนี้เราก็ไม่เอาอ่ะ
น้องเด็กที่มากางเต็นท์นอนที่เดียวกะเราเดินใส่ชุดนอนผ่านไป
โอวววว ได้ยินบอกว่าไม่หนาวแล้ว อาบน้ำแล้วเย็นสุดขีดไปเลย…สุดยอดดดดด พี่ยังไม่กล้าอาบเลยค่ะคุณน้อง แค่เข้าส้วมทีออกมามือก็แทบแข็งแล้ว ครอบครัวนี้พ่อ แม่ ม่าเดิ้นมาก มีมารยาทด้วย พ่อบอกว่าคืนนี้เล่านิทานก่อนนอนไม่ได้นะเพราะจะรบกวนคนอื่นเค้านอน โล่งอก เจอเพื่อนเต็นท์อย่างนี้ก็ดีไป
ไปนั่งผิงไฟกะลุงบ้านตรงข้ามรอเวลาเผื่อเค้าปล่อยห้องจะได้ย้าย
แต่ใจก็อยากนอนเต็นท์นะไม่เคยนอนเลย แถมเราเตรียมของมาพร้อมสรรพ ถ้าไม่นับถุงนอนที่พกมาจากกทม.แต่ดันลืมไว้ที่ห้องพักในอ.เมืองไม่ได้เอาขึ้นมาด้วย T_T เราก็มีกุญแจไว้ล็อคเต็นท์ มีโคมไฟบอลลูนจากญึ่ปุ่นที่เก๋กู้ดมาก วันหลังจะนำเสนอต่างหากอีกครั้ง ไฟฉายก็พกมา เสื้อผ้าพร้อม 5-6 ชั้นแล้วในตอนดึก หมวกก็มี ถุงเท้าใส่นอนก็พกมา ขาดแต่ถุงมืออย่างเดียว ตอนนี้อุณหภูมิ 10 องศาละ
ลุงบ้านตรงข้ามก็บ่นๆให้ฟังว่าทำห้องพักไว้ 2 หลังตามกำลัง
มีคนจองไว้แล้วแต่ไม่มา นี่ก็นั่งผิงไฟรออยู่…ไปนอนดีกว่าไม่อยากคุยมากสงสารแก อยู่กัน 2 คนตายายแทนที่วันนี้จะมีรายได้ก็ไม่มีเพราะไอ้พวกมีปัญญาจองแต่ไม่มีปัญญาและมารยาทโทร.ยกเลิกเค้า อยากจะแช่งให้รถน้ำมันหมดกลางเขาจริงๆ
รูปเต๊นท์ที่เรานอนถ่ายตอนเช้า
4 ทุ่มแล้วไม่ย้ายเข้าห้องแล้วหล่ะ
พี่เค้าเลยให้เราย้ายไปอีกเต็นท์ที่อยู่ติดกันแต่ใหญ่กว่า แถมอยู่ใต้ต้นไม้รองรับน้ำค้างให้เราก่อนได้ แล้วก็อนุญาตให้เราเอาผ้าห่มจากเต็นท์เก่าไปเพิ่มอีกได้ด้วย โกยมันมาเกือบหมดเลย ยามดึกมันสงัดจริงๆนะเงียบสุดๆ เสียงไก่เดินเหยียบใบไม้แห้งไกลๆยังได้ยินเลย ต้องคุยกันเบาๆเดินเบาๆเค้านอนกันหมดแล้ว แต่ยังไม่หลับหรอกเพราะได้ยินเสียงขยับตัวกันอยู่เลย นอนไม่สบายใช่มั๊ยเล่า? อิอิ เหมือนกันแต่หนุกดี
เมื่อไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร(ให้คนอื่นได้ยินด้วย)
ก็ต้องข่มตานอน คุณคู่หูนอนอ่าน “ฤทธิ์มีดสั้น” โดยการเอาไฟฉายส่งอ่านไปทีละหน้า เราชาวกรุงผู้ไม่คุ้นชินกับความเงียบสงบและอุณหภูมิ 8 องศาในขณะนั้นก็ต้องพี่ง ipod ไปเรื่อยๆ
หนาวสะใจจังเล้ย…พรุ่งนี้เจอกันนะสวิสเซอร์แลนด์ของเมืองไทย
ชอบขี่มอเตอร์ไซต์ขึ้นดอยเหมือนกัน
ยิ่งตอนหลังฝนตกใหม่ๆ ด้วยนะ
มีลมเย็นๆ ไอน้ำเป็นละอองๆ มาโดนหน้า
สุขสุดๆ
อ่านแล้วคิดถึงตอนเรียนมหา’ลัยขึ้นมาเลย
By: kampooh on 20/01/2008
at 2:56 pm
กรี๊ดด อยากไปเฟร้ยย
By: plutothedog on 02/03/2008
at 5:45 pm