Posted by: nimiko | 16/01/2008

7 วันไม่อันตราย ตอนที่ ๒ เด็กแว๊นซ์มุ่งปางอุ๋ง

สืบเนื่องจากตอนที่ ๑ จากอ.เมืองแม่ฮ่องสอน ขึ้นเหนือไปอีก 

6 โมงเช้าของการเดินทางวันที่ 2 ศุกร์ที่ 28 ธ.ค.
เราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง  ไม่ใช่เพราะนอนไม่สบายแต่เพราะคิดว่าอยากเห็นตลาดตอนเช้าของที่นี่   และอยากใส่บาตรด้วย   อากาศตอนเช้าที่นี่หนาวเข้าใจดีจริงๆ  หมอกลงจัดแถมตอนเราตื่นก็ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่  เป็นเมืองเล็กที่ดูเหงาๆดี

เดินออกมาจากรั้วโรงแรมก็เจอพี่ชายตั้งโต๊ะขายของใส่บาตร
เราก็ไม่รอช้านิมนต์พระกันเลยในทันใด..สาธุ

เดินดุ่มไป 2 เลี้ยวก็เจอตลาดสายหยุด
แหล่งท่องเที่ยวอีก 1 แห่งที่ต้องมาเพราะอะไรไม่รุ….แต่เวลาไปตจว.เราก็ชอบเที่ยวชมตลาดนะ  มันดูถึงเมืองเค้าดี  และร้านที่หนังสือท่องเที่ยวต่างแนะนำในตลาดนี้ก็คือ “โจ๊กเสวย” ซึ่งวันที่เราไปมันปิด – -” เดินหาอยู่หลายรอบโง่จริงๆ  แต่ก็ได้กาแฟ+ปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าแทน  อร่อยเอร็ด

และด้วยความไม่รู้เราก็ขี้เกียจอาบน้ำตอนเช้าใช่ป่ะ?
เลยอยากไปแช่น้ำร้อนที่ “ภูโคลน” ซึ่งในแผนที่ที่ร้านเช่ามอไซด์ให้มามันอยู่เลยเมืองไป 12 กิโลเอง…เราก็คิดว่าไปแช่น้ำ พอกหน้าแล้วกลับมา check out เอารถไปคืนแล้วค่อยขึ้นปางอุ๋งก็ได้  ก็เลยไปภูโคลนกันทั้งที่ยังไม่อาบน้ำ….หลงทางพอหอมปากหอมคอ(ประมาณ 3 โลกว่าได้)  จริงๆนะไปแบบนี้แม่ง…อ่านหนังสือท่องเที่ยวมากไม่ได้  บอกสาย 108 แยกเข้า 1095 โอ๊ยยย งง  หลงสิครับ

ตั้งหลักใหม่ใช้ปากถามเอาชัวร์กว่า
พอถึงภูโคลนก็พอกหน้า…อยากแช่น้ำจัง  มันร้อนกว่าออนเซ็นอีกนะ  แต่เพื่อนร่วมทางผู้ไม่ยอมพอกหน้าแล้วทำการใดๆบอกว่าไม่ควร….เออ  เลยพอกหน้าดำคนเดียว  20 นาที 60 บาท  คนเยอะมาก  มากันเป็นคันรถ

วิธีการคือจ่ายเงิน  ได้คูปอง เอาคูปองไปยื่นในห้อง  เค้าก็ให้เราล้างหน้าให้สะอาด  นอนบนเตียงเหมือนร้านทำผม  เอาโคลนปาดๆๆๆๆ  แล้วก็ให้เดินไปรอข้างนอก 20 นาที  เดินเล่นไปไหนก็ได้  ทีนี้พวกคนหน้าดำก็เดินกันเต็มเลยไง  ขำดีๆ

พอครบ 20 นาทีก็ให้ไปล้างออก  ตอนล้างออกต้องหลายน้ำมากๆ
ดำปื้ดอาจติดผม  ติดซอกหูได้ต้องล้างให้สะอาดเอี่ยม  แล้วตอนจบเค้าจะฉีดน้ำแร่ให้  แค่นี้จบพิธีการ….กลับเข้าเมืองสบายใจ

ระหว่างทางเราก็ตัดสินใจกันว่าจะขี่มอไซด์คันนี้ขึ้นไปปางอุ๋งแหละ
เพราะ 44 กิโลเอง  จิ๊บๆ…(จริงเหรอวะ?)  เลยขอจองห้องพักต่ออีกคืนเอาไว้เก็บสัมภาระส่วนใหญ่  แบกชุดกันหนาวสารพัดไว้รวมกันในเป้ใบเดียว  อาบน้ำ  กินข้าวแล้วออกเดินทาง

ซึ่งก็โง่อีกเพราะมันต้องมาทางเดียวกับภูโคลนเลย
ไม่รู้จะไปๆมาๆทำไม 2 รอบไม่วางแผนเล้ยยยย  ขำขำ  ถ้ารู้ว่าจะต้องแปลงร่างเป็น สก๊อยขั้นสมบูรณ์คงไม่มาพอกหน้าแต่แรก  เพราะสุดท้ายหน้าก็พังอยู่ดี  แง

ข้อแนะนำในการขี่มอไซด์ขึ้นดอย
1.อย่าใช้รถเกียร์ออโต้เพราะมันจะอืดมากยามขึ้นที่ชัน  อืดแบบคิดว่ากูต้องไปไม่ถึงแน่ๆเลยอ่ะ  จริงๆพระเจ้า
2.ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังจากในตัวเมือง   บนเขาเค้าไม่มีปั๊มน้ำมัน  กว่าจะถึงร้านน้ำมันแบบหลอดก็ทางเข้าปางอุ๋งแล้ว  เห็นรถยนต์น้ำมันหมดมาหลายคัน  โปรดอย่าชะล่าใจ
3.ถ้าอยากตายก็เหยียบให้รถตกเขาไปเลย  อย่ามาแซงทางโค้ง  ท่านตีนผีทั้งหลายเอาอะไรมามั่นใจว่าจะไม่มีรถสวนมาวะ?  อยากตายก็ไปตายคนเดียวอย่าเอาชีวิตคนอื่นไปเสี่ยงด้วย  ถนนก็มี 2 เลนส์แถมทางก็คดเดี้ยว หักศอก หักมุมหลายขนาน  ใจเย็นๆฮะ  เดี๋ยวก็ถึง

ใช้เวลาทัศนาวิวบนดอยอย่างดูดดื่มชิลด์สุดชีวิต
สลับกับใจเต้นกับความอืดของมอไซด์ได้ประมาณ 1.30 ชั่วโมง  ก็หลงเข้าไปใน “พระตำหนักปางตอง”  ด้วยเข้าใจว่าปางอุ๋งอยู่ในนี้ - -” นั่น…เสร่ออีกแล้ว  ก็เห็นรถเข้าไปเพียบเลย  ใครจะรู้ว่าหลงเหมือนกันเล่า?  ไปเจอคนเลี้ยงแพะถึงเพิ่งรู้ว่ายังอีกประมาณ 12 โล  และเพิ่งค้นพบว่าน้ำมันถึงขีดแดงแล้วและปั้มหลอดอยู่แถวบ้านป่าแป๋ไกลออกไปอีก 6-7 กิโล

 น้องแพะ

เอาวะ…ลุ้นๆ  ใจเราคิดว่าถึงแหละ  ไม่ถึงก็เข็นหรือโบกรถไปซื้อน้ำมันแล้วโบกกลับมาก็ได้  ปรากฏว่าถึงนะ…โล่งอก  รถยนต์คันที่มาเติมก่อนเราก็ชะตาใกล้เคียง  ท่าทางน้ำมันจะขายดีแน่ๆ

อย่างที่บอกว่าเรามากันแบบดุ่มๆไม่ได้จับจองอะไรทั้งสิ้นทั้งที่รู้ว่าฤดูท่องเที่ยว
ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ได้ที่พักก็ลงไปนอนล่างๆหน่อยก็ได้  หมู่บ้านที่ผ่านมาก็เห็นมีที่พักอยู่บ้าง  ไม่น่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน

เราเข้าสู่ดินแดน “ปางอุ๋ง” ด้วยความหวาดหวั่นว่ามาผิดที่อีกรึเปล่าวะ?
ประตูสู่ปางอุ๋งไม่ได้มีป้ายใดๆแต่มีท่านทหารเฝ้าอยู่ด้วย  ตกใจเล็กน้อยต้องจอดถามเพื่อความแน่ใจ … ว่าป้าย “บ้านรวมไทย” นี่มาถูกแล้วใช่ไหม? พี่ทหารบอกว่าแม่นแล่ว  ฮุฮุ ในที่สุดเราก็มาถึง  T_T ใช้เวลาการขี่มอเตอร์ไซด์ไต่เขาขึ้นมาเกือบ 2 ชั่วโมง  หิวข้าวชิบเป้ง

ไม่พูดพร่ำขี่เข้ามาปุ๊บเจอที่พักชื่อดังที่เราได้อ่านเจอเค้าแนะนำมาในหลายเวป
ของแท้ที่ชาวเวปแนะนำว่าบริการดี เป็นกันเองต้อง “บ้านลุงปาละ” กลิ่นคั่วกาแฟคลุ้งบ้าน  ก็สั่งอาหารก่อนเลยซึ่งแกจะเสิร์ฟตามเมนูที่แกกำหนดไว้ในแต่ละวันซึ่งก็ได้ ไข่เจียว แกงจืด และแกงพื้นบ้านอะไรสักอย่างที่เรากินไม่เป็นมาทานเป็นมื้อกลางวันในเวลาค่อนข้างเย็นแล้ว

ถามที่พักเล่นๆปรากฏว่ามี…โอวว  ไม่จริง
ไหนใครๆเค้าว่าเต็มล่วงหน้าหลายเดือน  ได้นอนเต็นท์แสนสบายในราคา 300 บาทอยู่ด้านหลังบ้าน  ทำเป็นขั้นบันไดแล้วสร้างเป็นแคร่ไม้ไผ่ขึ้นมาสำหรับกางเต็นท์   แทรกอยู่ในธรรมชาติ  ก็นับว่างามดี

บ้านเป็นห้องๆเขาก็มีแต่รู้อยู่แล้วว่าเต็มเลยไม่ได้สนใจดูเท่าไหร่อยากนอนเต็นท์
หลังจากซัดอาหารมื้ออร่อยจนอิ่มตื้อ  ตบด้วยกาแฟรสเยี่ยมของที่นี่แล้วก็ได้เวลาออกไปเดินเล่น  ผ่านบ้านลุงไปก็มีบ้านของชาวบ้านอยู่กันประมาณ 10 ครอบครัวเป็นคอมมูนิตี้ชาวไทยใหญ่ที่มีทหารคอยดูแลอยู่  เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พระราชทานและอยู่ติดชายแดน  ก็อุ่นใจได้อย่างหนึ่งว่ามันไม่น่าจะเละเทะเหมือนปายที่สร้างได้สร้างเอาขึ้นได้เรื่อยๆ  เพราะเท่าที่คุยกับคุณลุงบ้านตรงข้ามในยามผิงไฟกันตอนดึกนั้น  ลุงแกเล่าด้วยสำเนียงที่ฟังยากมากเหนือปนอะไรสักอย่างก็ได้ความว่า  จะเห็นป้ายหน้าบ้านทุกหลังว่า  บ้านใคร เลขที่เท่าไหร่ มีผู้อาศัยกี่คน   สมมุติบ้านนี้มี 4 คน  เวลาทหารมาตรวจก็ต้องมี 4 คนจะพาใครมาอยู่เพิ่มไม่ได้  อะไรเช่นนี้

บ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดๆกันก็ทำโฮมสเตย์กันเยอะอยู่


รูปแบบก็คล้ายกันเป็นบ้านหลังๆบ้าง  มีครัวไว้ทำอาหาร  ด้านหน้าบ้านก็มีเพิงเป็นร้านให้เรานั่ง  อาหารเครื่องดื่มมีบริการ  บางหลังมีจับกลุ่มผิงไฟแก้หนาว  คุยกันน่าสนุก  อยากแจมแต่วงแน่นเกิน

บรรยากาศยามเย็นที่ปางอุ๋ง

เสร็จแล้วเราก็กลับมานั่งเล่นที่บ้านลุงปาละต่อ
เจอแก๊งค์หนุ่มสาวมาเป็นคู่อีก 2 คู่พักที่เดียวกัน  แต่เขาคงจองห้องพักกันมาแหละ 
ระหว่างนี้ก็มีไกด์พาคณะทัวร์มาลง 1 คันรถตู้  เป็นประมาณครอบครัวใหญ่วัยเกือบสูงอายุ  10 คนได้  มาถึงก็ล้งเล้งเสียงดังเข้าห้องพัก  เอานู่นเอานี่เห็นคุณไกด์วิ่งบริการขาขวิด 

แล้วก็มีอีกครอบครัวนึงพาเด็กๆและอาม่ามาด้วย
ครอบครัวนี้ได้ห้องพักผสมกับเต็นท์เหมือนเรา  ครอบครัวหลังนี่เตรียมพร้อมหน่อย  มีเต็นท์มาเองด้วย  เอ๊ะ แต่ที่นี่เค้ากางเต็นท์ไว้ให้แล้วนะ  พี่เค้าก็จัดการยกเต็นท์ของลุงออกแล้วกางของตัวเองใหม่บนแคร่  อาม่าจะนอนเต็นท์ด้วย  โอวว  ม่าแมนมาก  สมควรให้ลูกๆหลานๆรักมากๆ

ยังไม่ 6 โมงดีก็เริ่มมืดแล้ว…กินข้าวเย็นกันดีกว่า  เมนูวันนี้ที่บ้านลุง

ก็กินแบบเบๆแกงจืด ไข่เจียวเหมือนเดิม

แล้วก็เดินเล่น…Slow life ดี  ไฟฟ้าไม่มี (อาศัยปั่นไฟกัน  จะเลิกปั่นตอน 4 ทุ่ม)
ดาวสวยใสแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน  และคงไม่ได้เห็นแบบนี้อีกนาน  ว่าไปทะเลเห็นดาวเกลื่อนแล้ว  ที่นี่เกลื่อนกว่ายิ่งช่วงที่มืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวนเลยยิ่งเห็นเกลื่อนกลาด กระจัดกระจายเต็มผืนฟ้าไปหมด…งามขนาด  อยากให้คุณเพื่อนๆมานั่งดูดาวด้วยกันจริงๆ T_T

ยังไม่อยากเข้าเต็นท์ก็นั่งเล่นไปเรื่อยๆ
ได้ยินคุณพี่ที่ทำหน้าที่จัดคิวที่พักให้เราวุ่นวายๆอยู่กับเรื่องที่พักแหละ  ปรากฏคนที่จองไว้ยังไม่มาและมีคนมาหาที่พักแต่เค้าไม่กล้าปล่อย  บอกว่าจะปล่อยห้องตอนสามทุ่ม  เราก็เลยบอกว่าไม่มาจริงๆขอย้ายจากเต็นท์ด้วยละกันนะเพราะคู่หูเราท่าทางไม่ค่อยสบาย  เค้าก็ไม่รับปากอะไร  หลังจากนั้นก็เห็นลูกสาวน้องแมวโทร.ติดต่อคนที่จองอยู่ตลอด  แถมตกดึกยังมีคนที่ปายขับรถพานักท่องเที่ยวมาหาที่พักอยู่เลย  มันมืดขนาดว่ายังจะมีคนขับขึ้นมาตอนเวลานี้อีกหรือ  ทางมันน่ากลัวมากเลยนะ  ต่อให้รถเบ๊นซ์มารับเราลงเขาตอนนี้เราก็ไม่เอาอ่ะ

น้องเด็กที่มากางเต็นท์นอนที่เดียวกะเราเดินใส่ชุดนอนผ่านไป
โอวววว  ได้ยินบอกว่าไม่หนาวแล้ว  อาบน้ำแล้วเย็นสุดขีดไปเลย…สุดยอดดดดด  พี่ยังไม่กล้าอาบเลยค่ะคุณน้อง  แค่เข้าส้วมทีออกมามือก็แทบแข็งแล้ว  ครอบครัวนี้พ่อ แม่ ม่าเดิ้นมาก  มีมารยาทด้วย  พ่อบอกว่าคืนนี้เล่านิทานก่อนนอนไม่ได้นะเพราะจะรบกวนคนอื่นเค้านอน  โล่งอก  เจอเพื่อนเต็นท์อย่างนี้ก็ดีไป

ไปนั่งผิงไฟกะลุงบ้านตรงข้ามรอเวลาเผื่อเค้าปล่อยห้องจะได้ย้าย
แต่ใจก็อยากนอนเต็นท์นะไม่เคยนอนเลย  แถมเราเตรียมของมาพร้อมสรรพ  ถ้าไม่นับถุงนอนที่พกมาจากกทม.แต่ดันลืมไว้ที่ห้องพักในอ.เมืองไม่ได้เอาขึ้นมาด้วย  T_T เราก็มีกุญแจไว้ล็อคเต็นท์  มีโคมไฟบอลลูนจากญึ่ปุ่นที่เก๋กู้ดมาก  วันหลังจะนำเสนอต่างหากอีกครั้ง  ไฟฉายก็พกมา  เสื้อผ้าพร้อม 5-6 ชั้นแล้วในตอนดึก  หมวกก็มี  ถุงเท้าใส่นอนก็พกมา  ขาดแต่ถุงมืออย่างเดียว  ตอนนี้อุณหภูมิ 10 องศาละ

ลุงบ้านตรงข้ามก็บ่นๆให้ฟังว่าทำห้องพักไว้ 2 หลังตามกำลัง
มีคนจองไว้แล้วแต่ไม่มา  นี่ก็นั่งผิงไฟรออยู่…ไปนอนดีกว่าไม่อยากคุยมากสงสารแก  อยู่กัน 2 คนตายายแทนที่วันนี้จะมีรายได้ก็ไม่มีเพราะไอ้พวกมีปัญญาจองแต่ไม่มีปัญญาและมารยาทโทร.ยกเลิกเค้า  อยากจะแช่งให้รถน้ำมันหมดกลางเขาจริงๆ

เต๊นท์ที่เรานภ??ถ่ายตภ??เช้า รูปเต๊นท์ที่เรานอนถ่ายตอนเช้า

4 ทุ่มแล้วไม่ย้ายเข้าห้องแล้วหล่ะ 
พี่เค้าเลยให้เราย้ายไปอีกเต็นท์ที่อยู่ติดกันแต่ใหญ่กว่า  แถมอยู่ใต้ต้นไม้รองรับน้ำค้างให้เราก่อนได้  แล้วก็อนุญาตให้เราเอาผ้าห่มจากเต็นท์เก่าไปเพิ่มอีกได้ด้วย   โกยมันมาเกือบหมดเลย  ยามดึกมันสงัดจริงๆนะเงียบสุดๆ  เสียงไก่เดินเหยียบใบไม้แห้งไกลๆยังได้ยินเลย   ต้องคุยกันเบาๆเดินเบาๆเค้านอนกันหมดแล้ว  แต่ยังไม่หลับหรอกเพราะได้ยินเสียงขยับตัวกันอยู่เลย  นอนไม่สบายใช่มั๊ยเล่า?  อิอิ  เหมือนกันแต่หนุกดี

เมื่อไม่รู้จะทำอะไร  ไม่รู้จะคุยอะไร(ให้คนอื่นได้ยินด้วย)
ก็ต้องข่มตานอน  คุณคู่หูนอนอ่าน “ฤทธิ์มีดสั้น” โดยการเอาไฟฉายส่งอ่านไปทีละหน้า  เราชาวกรุงผู้ไม่คุ้นชินกับความเงียบสงบและอุณหภูมิ 8 องศาในขณะนั้นก็ต้องพี่ง ipod ไปเรื่อยๆ

หนาวสะใจจังเล้ย…พรุ่งนี้เจอกันนะสวิสเซอร์แลนด์ของเมืองไทย


Responses

  1. ชอบขี่มอเตอร์ไซต์ขึ้นดอยเหมือนกัน
    ยิ่งตอนหลังฝนตกใหม่ๆ ด้วยนะ
    มีลมเย็นๆ ไอน้ำเป็นละอองๆ มาโดนหน้า
    สุขสุดๆ

    อ่านแล้วคิดถึงตอนเรียนมหา’ลัยขึ้นมาเลย

  2. กรี๊ดด อยากไปเฟร้ยย


Leave a response

Your response:

Categories