บันทึกการเดินทางทริปปีใหม่วันที่ 3 เสาร์ที่ 29 ธ.ค.50

อ่างเก็บน้ำห้วยปางตอง โดยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
หรือที่ทุกคนเรียกว่า “ปางอุ๋ง” ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยนั้น อยู่ที่ต.หมอกจำแป๋ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน บริเวณที่ให้คนได้มาตั้งเต็นท์พักผ่อนคือบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ ที่จะมีหมอกปกคลุมผืนน้ำในยามเช้าและแมกไม้เมืองหนาวที่เบียดตัวออกมาแสดงสีสันแข่งกันให้เราได้ชม

ปีที่แล้ว ปางอุ๋ง ถูกจัดเป็นสถานที่ที่คนอยากมาท่องเที่ยวที่สุด
แซงหน้า “ปาย”และอีกหลากหลายท้องทะเล ด้วยความที่ใหม่ สด ทำให้หลายคนอยากมาเห็นให้ประจักษ์กับสายตาว่าเป็นเช่นไร?

คนที่รักการท่องเที่ยวจริงก็มักจะไม่อยากแบ่งปันความสวยงาม
และความสุขใจในการได้สัมผัสกับผู้อื่นมากนัก ด้วยรู้ว่าอีกสักพักมันก็จะดัง จะกลายเป็นแฟชั่น กลายเป็นที่ต้องการของผู้คนมากมาย แล้วความสวยงามเมื่อแรกลิ้มก็จะหายไป ซึ่งก็นับว่าเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่หลายคนไม่อยากเป็นคนใจแคบเลย


แต่ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่สนใจในคำว่า “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
หรือ Nature Tourism, Biotourism, Green Tourism เป็นต้น ซึ่งขอคัดลอกข้อความจากเวปอุทยานแห่งชาติ มาให้อ่านดังนี้
การท่องเที่ยวดังกล่าวล้วนแต่เป็นการบ่งบอกถึง การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (sustainable tourism) ซึ่งจากการประชุม Globe 1990 ณ ประเทศแคนาดาได้ให้คำจำกัดความของการท่องเที่ยว แบบยั่งยืนว่า “การพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นในปัจจุบัน โดยมีการปกป้องและสงวน รักษาโอกาสต่างๆของอนุชนรุ่นหลังด้วย การท่องเที่ยวนี้มีความหมายรวมถึงการจัดการทรัพยากรเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจสังคม และความงามทางสุนทรียภาพ ในขณะที่สามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศด้วย” โดยมีลักษณะที่สำคัญคือ เป็นการท่องเที่ยว ที่ดำเนินการภายใต้ขีดจำกัดความสามารถของธรรมชาติ และต้องตระหนักถึงการมีส่วนร่วมของประชากร ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว อีกทั้งต้องยอมรับให้ประชาชนทุกส่วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และต้องชี้นำภายใต้ความปรารถนาของประชาชนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ (สถานบันวิจัยวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม แห่งประเทศไทย, 2539) สำหรับความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้มีบุคคลหรือองค์กรต่างๆให้ความหมายและคำจำกัดความไว้มากมาย เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งและได้รับการอ้างอิงถึงเสมอ ที่สำคัญมีดังนี้
Ceballos Lascurain (1991) อาจจะเป็นคนแรกที่ได้ให้คำจำกัดความของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า “เป็นการท่องเที่ยว รูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติ โดยไม่ให้เกิดการรบกวนหรือทำความเสียหายแก่ธรรมชาติ แต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อชื่นชม ศึกษาเรียนรู้ และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ พืชพรรณ และสัตว์ป่า ตลอดจนลักษณะทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในแหล่งธรรมชาติ เหล่านั้น”
Elizabeth Boo (1991) ให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า “การท่องเที่ยวแบบอิงธรรมชาติที่เอื้อประโยขน์ต่อ การอนุรักษ์ อันเนื่องมาจากการมีเงินทุนสำหรับการปกป้องดูแลรักษาพื้นที่ มีการสร้างงานให้กับชุมชนหรือท้องถิ่น พร้อมทั้งให้การศึกษาและ สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม”
The Ecotourism Society (1991) ได้ให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า “การเดินทางไปเยือนแหล่งธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ถึงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคุณค่าของ ระบบนิเวศและในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนท้องถิ่น”
Western (1993) ได้ปรับปรุงคำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของ The Ecotourism Society ให้สั้นและกระทัดรัด แต่มีความหมายสมบูรณ์มากขึ้นคือ “การเดินทางท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อแหล่งธรรมชาติซึ่งมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทำให้ชีวิตความเป็น อยู่ของประชาชนท้องถิ่นดีขึ้น”
The Commonwealt Department of Tourism (1994) ได้ให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คือ การท่องเที่ยว ธรรมชาติที่ครอบคลุมถึงสาระด้านการศึกษา การเข้าใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการจัดการเพื่อรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืน คำว่า ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมยังครอบคลุมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นด้วย ส่วนคำว่าการรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืนนั้นหมายถึง การปันผลประโยชน์ต่างๆ กลับสู่ชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
เสรี เวชบุษกร (2538) ให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า “การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นธรรมชาติและต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคม ซึ่งหมายรวมถึงวัฒนธรรมของชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนโบราณสถาน โบราณวัตถุที่มีอยู่ใน ท้องถิ่นด้วย”

จากการให้ความหมายและคำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดังกล่าวข้างต้น พอจะสรุปได้ว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมายถึง การท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติ และแหล่งวัฒนธรรมอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่ก่อให้เกิด การรบกวนหรือทำความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่มีวัถตุประสงค์อย่างมุ่งมั่นเพื่อชื่นชม ศึกษา เรียนรู้ และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ พืชพรรณ และสัตว์ป่า ตลอดจนลักษณะทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในแหล่งธรรมชาตินั้น อีกทั้งช่วยสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวและจากที่ได้ประสบมาก็จะเป็นการตรงข้ามดังเช่น
ตอนทานอาหารเช้า กรุ๊ปทัวร์ลุงป้าก็จะโวยวายกับไกด์ว่า เนี่ย เมื่อคืนน้ำห้องเค้าไม่ไหล ในขณะที่ห้องข้างๆไหลอยู่เลย ทำงี้ได้ไง โวยเจ้าของ(ลุงปาละ)ไปเองแล้ว ทำอย่างนี้จะมีใครอยากมาพัก บลา บลา บลา
ซึ่งถ้าเราเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์เราก็คงไม่ได้อยากให้ใครมาพักมากมายขนาดนี้หรอก เหนื่อยกายก็เหนื่อย แถมยังเหนื่อยใจอีก คนที่จองก็ไม่มา คนที่มาก็ไม่มีห้องให้ คนที่มีที่พักก็ complain มากมาย อยู่แบบพอเพียงเช่นดังในหลวงท่านให้โอวาทมิดีกว่ารึ?

อาหารเช้า ข้าวต้มหมูสับ+เห็ดหอม+ไข่ลวกและกาแฟ

ตอนตื่นมาปุ๊ปแล้วรีบเดินไปที่อ่างเก็ยน้ำเพื่อนเก็บภาพและชื่นชมความสวยงาม
กลับพบเจอนักท่องเที่ยวกางเต็นท์ ก่อไฟ ทำอาหาร เอารถเข้าไปจอดในพื้นที่ ไม่รวมถึงกองขยะมากมายที่ท่านนักท่องเที่ยวทั้งหลายทอดทิ้งไว้ หลายคนอาจคิดอาจบอกว่า
“ก็ไม่มีถังขยะนี่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องมาเก็บเองเป็นหน้าที่เค้า”

ซึ่งควรเปลี่ยนวิธีการคิดได้แล้ว ผืนดินพระราชทานแห่งนี้ เดิมอนุรักษ์ไว้ไม่ได้ให้ใครเข้ามาท่องเที่ยว เป็นที่พักของจ้าวหรือข้าราชการระดับใหญ่โต ภายหลังก็เปิดให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนชื่นชมความงาม เจ้าหน้าที่ป่าไม้มีไว้ดูแลความสะอาดและเรียบร้อยตามกำลัง ไม่ได้เตรียมคนไว้รองรับนักท่องเที่ยวเป็นพันๆคนต่อวัน

การที่คุณขนทุกอย่างเข้ามาในอุทยาน
อาทิ หม้อ ไห กระทะ ไข่ ผัก เนื้อสัตว์ เตาแก๊ส เพื่อประกอบอาหารให้ถูกปากคุณในแต่ละมื้อ ไม่รวมถึงถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ โซดา เหล้า เบียร์ กัญชา แล้วคิดว่าเป็นการมาพักผ่อน โดยยังห่องเรื่องอาหารการกินเป็นสำคัญ บ้างก็ตั้งใจมาเปลี่ยนที่กินเหล้าหนาวๆอย่างนี้กินเหล้าอร่อยดีแท้ โดยไม่คำนึงถึงคนรุ่งหลัง ไม่คิดถึงเพื่อนร่วมเต็นท์ติดๆๆๆกัน อยากเมาก็เมา ร้องเพลง โวยวาย เปิดเพลงจากวิทยุในรถ หรือแม้แต่เอาวิทยุใส่ถ่านมาเปิดกันเอง ไม่คิดถึงจิตใจคนอื่นสักน้อยว่าเค้าจะนอนยังไงในป่าที่สงบแต่มีเสียงพวกมึงเห่าร้องอย่างนั้นทั้งคืนโดยคิดว่าจะเมายันเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่เค้าว่างามนัก บ้างยังก่อกองไฟแก้หนาว มิได้เสียดายผืนดินผืนหญ้าของธรรมชาติเลย

พอเช้าก็กินๆเสร็จก็กลับ ทิ้งขยะ ขวดเหล้า ขวดเบียร์ไว้
ถามว่าทำไมไม่เอากลับมาด้วย จะได้รับคำตอบเดียวกับคอนเสิร์ด love is ที่เขาใหญ่ว่า “จะบ้าเหรอให้แบกเอาขยะกลับมา ก็มันไม่มีถังขยะนี่หว่า”
อยากบอกว่า “คุณมึงทั้งหลายมีปัญญาแบกไป ทำไมไม่มีปัญญาแบกกลับขอรับ?”
เราไม่มีรถ เราเลยไม่รู้จะขนอะไรไป ก็อาศัยซื้อเค้ากินเอา แฟนเราแม้ก้นบุหรี่ยังเก็บมาทิ้งถังขยะ แต่คนพวกนี้มีรถยนต์ขับขึ้นไป ขนของขึ้นไป แล้วทิ้งไว้ข้างบนนั้น หากทุกคนช่วยเอาขยะของแต่ละคนใส่ถุงดำกลับมาหาที่ทิ้งให้ถูกที่ ผืนดินที่งามนี้คงจะอยู่ให้เราชื่นชมอีกนาน

จริงๆเจ้าหน้าที่ควรจะจำกัดจำนวนเต็นท์ด้วยซ้ำ
มันแน่นจนจะขี่กันอยู่แล้ว เวลาฝรั่งเค้าไปแคมป์ปิ้งเค้าเอารถจอดไกลจากที่ตั้งแคมป์มากเลยนะ แล้วแบกสัมภาระกันไป แต่ท่านต้องเอารถไปเกยบนผืนหญ้าเอาของลงแล้วตั้งเต็นท์โดยทำลืมว่าควรเอารถออกไปจอดนอกอุทยานฯ แต่พอเจ้าหน้าที่ไม่เห็นไม่มาว่าก็จอดไว้ ดึกๆก็เปิดเพลง เออ…คิดได้นะ
ดีใจที่ได้มาเห็นปางอุ๋งวันนี้
ดีกว่าตอนเราเห็นปายเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งช้าไป และทำให้เราไม่อยากไปปายอีกเลย

ถ้าเรายังท่องเที่ยวด้วยความมักง่าย ยึดติดวัตถุนิยมและแฟชั่น เฮไหนเฮกัน
ติดการสังสรรและรสสุราจนการท่องเที่ยวเป็นเพียงแค่ “การเปลี่ยนที่กินเหล้า” แล้วหล่ะก็ อย่ามาให้ลำบากเลย ไม่รู้กี่พันโค้ง ขึ้นมาแล้วก็สวยจริงเหมือนรูปแหละ แต่จะดีกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่าถ้าไม่มีคนที่ไม่รักธรรมชาติด้วยใจจริงๆอย่างพวกคุณมาเหยียบ

ขออภัยที่พิมพ์ผิดเยอะ
ผู้เขียนเมาติดกันมาหลายคืนแล้ว
จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดให้อภัย
รักคนอ่านเสมอ
By: nimiko on 22/01/2008
at 11:35 pm
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
เคยไปเมื่อปลายปีที่แล้ว สวยดีครับ ขากลับไปเที่ยวบ้านรักไทยต่อ ประทับใจมาก
By: thachakrit on 01/05/2009
at 10:24 pm