Posted by: nimiko | 12/11/2008

DDT ดีดีดี

DDT ฉบับที่ 46 ของเค้าดีจริงๆ
วางขายวันแรกในงาน Fat Festival ครั้งที่ 8 ที่ผ่านมาไม่กี่วันมานี้เอง
คาดว่าตอนนี้น่าจะวางแผงทั่วไปแล้ว (ถ้าเหลือ)

ddt46_wp

ฉบับเดือนพฤศจิกาพอดี หน้าปกพี่ๆของเรา Moderndog ทั้งสามคนพอดี
อย่าสงสัยว่าทำไมพี่โป้งแกทำตัวเป็นฮิปโปจมูกโผล่พ้นน้ำอยู่ท่านเดียว
อย่าไปบอกใครหล่ะ…ว่าแกว่ายน้ำไม่เป็น 555 จุ๊ๆๆ

นอกจากบทสัมภาษณ์และคอลัมน์ปกติทั่วไปแล้ว
ยังมีสกู๊ปพิเศษของข้าพเจ้าอยู่ด้วย 1 คอลัมน์ ท๊าดา…4 หน้า รูปเยอะมาก text  จึ๋งนึง : p

ขอได้โปรดติดตามหรือหยิบยืมเพื่อนอ่านโดยทั่วถึงกันเน่อ
:D :D:D

ปล. รักคนอ่าน
ฮาาาาาาาาาา

เนื่องจากมือถือที่มีกล้องหายไปเมื่อหลายเดือนก่อน
แถมด้วยเมื่อเดือนที่แล้วขโมยก็ย่องขึ้นบ้านมาหยิบกล้องดิจิตอลตัวแรกและตัวเดียวของเราที่มีไปจากห้องนอนพร้อมเหรียญสิบหลายเหรียญไปอย่างไร้ร่องรอย…ทำให้ข้าพเจ้ากลับมารับใคร่กับน้อง Lomo เหมือนแต่เก่าก่อน  หากแต่ทว่าความฉับไวในโลกดิจิตอลกับอนาล็อคย่อมไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้น

เนื่องด้วยสองวัน เสาร์และอาทิตย์ 8 -9 พฤศจิกายนนี้
ข้าพเจ้าก็ต้องไปสิงสถิตย์อยู่ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์เมืองทองธานี  เพื่อช่วยงานชาวออฟฟิศเก่า Fat Festival 8th วันเด็กแฟททั้งที  พลาดได้ไงนิ

อยากเอาบรรยากาศมาโชว์เพื่อนๆที่อยู่ไกลและไม่มีโอกาส เวลามางานมากๆ
แต่ก็จนด้วยปัจจัยมันนี่ที่จะไปซื้อกล้องหรือมือถือใหม่  เราจึงขอแนะนำเจ้าสิ่งนี้ที่เราชอบมากและคิดว่าน่าจะมีมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย

www.fatdegree.com
แฟทดีกรีคืออะไรไม่รู้  แต่ Fat degree คือพ่อ fat radio สโลแกนเค้าว่างั้น!
จริงๆแฟทดีกรีเป็นชื่อบริษัทเจ้าของ Fat Radio & DDT Magazine นั่นเอง :p

หน้าเวปเหลืองอร่ามนี่เพิ่งขึ้นกันคืนวันศุกร์เลย
ใครสมัครสมาชิกในงานได้สติ๊กเกอร์ไปเลยฟรีๆ  ขอเเนะนำเพื่อนๆเข้าไปดูพวกวิดีโอ
คือทุกคนสามารถเป็นผู้รายงานข่าวสดๆได้โดยถ่ายๆๆๆๆแล้วก็มาโหลดลงที่บูธของแฟทดีกรี  ใครชอบงานนี้ก็เข้ามาชมกันนะ  มีอะไรน่าสนใจมากมาย  แต่พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานนี้แต่เช้าอีก  ขอไปนอนก่อนแล้วค่อยมาเล่าให้ฟังวันหลังนิ

วันนี้ไม่มีรูป
เพราะไม่มีกล้อง
แต่ไม่มีกล้อง
ก็ใช่ว่าจะไม่มีความทรงจำ

โอ๊ย…ง่วงมาก
ไปหล่ะ

Posted by: nimiko | 20/10/2008

MD mv. เงินล้าน

“เงินล้าน” มิวสิควิดีโอตัวที่ 2 จากอัลบั้ม “ทิงนองนอย”
ขำได้โล่ห์มาก
กำกับโดยพ่ออี๊ด สุประวัติ  ปัทมสูตร  ดารานักแสดงเลยคับคั่งอย่างที่เห็น

หลายคนแซวว่าไม่เข้าใจเพลงนี้เพราะไม่เคยมีเงินล้าน! (เหมือนพี่ป๊อด?)
แต่จริงๆเค้าไม่ได้แต่งให้ตัวเอง…

อย่างบางคนรวยไม่รู้กี่หมื่น กี่พันล้าน ซื้อทีมฟุตบอลก็ได้ นี่ได้ข่าวว่าจะซื้อเกาะอะไรอีก  รวยแบบนั้นแล้วเค้ามีความสุขมั้ยอ่ะ?

ก็อยากรวยเหมือนกันแต่ถ้ารวยแล้วเครียด มีแต่คนด่า ทำไรก็ไม่มีความสุขก็พอมีพอกินดีกว่า

Posted by: nimiko | 18/10/2008

my pet

วันนี้ขอแนะนำสัตว์เลี้ยงแสนรักของข้าพเจ้า…คุณน้อง Slow
ดูแล อาบน้ำ ให้อาหาร พาไปเที่ยวเล่นเป็นอย่างดีมานานนับเดือน

ตอนนี้คุณน้อง slow ขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 1 ในหมู่มวลเพื่อนๆของข้าพเจ้า
และอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศไทย (เกิดมาไม่เคยทำไรติดอันดับประเทศเลย) ไม่รู้จะภูมิใจดีมั้ย?  แต่ก็ภูมิใจ หนูกดี ขำขำ

มันคือ Pet Society เป็น social games ใน facebook
Facebook ที่คนเริ่มใช้จะรู้สึกว่ายาก  แต่ระวังจะติดเอา (เหมือนข้าพเจ้า 555)
คือบางคนบอกว่ามันโกงนะการคลิกเข้าไปใน applications แต่ละอย่างเค้าจะได้เงิน  แต่มันก็ไม่ใช่เงินเรา  จริงๆถ้าไม่เล่นเกมส์โง่ๆก็ไม่เสียตังค์อะไร  แค่เล่นไปขำขำ  แต่เกมส์บางเกมส์ก็หลอกล่อให้ใช้เงินซื้อแต้มเพื่อข้ามขั้นไปเร็วกว่าเพื่อน  แต่จริงๆไม่จำเป็น  เหมือนเราเลี้ยงคุณน้อง slow นี่ก็ไม่เสียเงินเลย แต่เสียเวลา 555 จริงๆนะ  ถ้าไม่ว่างงานก็คงเล่นไม่ได้ที่หนึ่งขนาดนี้หรอก  เพราะว่างจัดและไม่รู้จักทำอะไรให้เป็นประโยชน์กว่านี้แล้วนั่นเอง  แถวบ้านสรุปเรียกว่าทั้งบ้าและโง่!  แต่มันสนุก เพลินดีนะ เล่นทุกวันตาจะบอดแล้วเนี่ย  แถมเวลาออกจากบ้านไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ  ซึ่งส่วนใหญ่ก็มี fb กันทั้งนั้น และแน่นอนมีสัตว์เลี้ยงใน Pet Society ด้วย  เลยกลายเป็นว่าหัวข้อหลักในการสนทนาในวงเหล้าก็คือการเล่น PS เนี่ยแหละ  ทำไงให้ได้เงินเยอะๆ? ทำไงได้แต้มเยอะๆ? อยากซื้อของแต่งบ้าน(pet)แต่เงิน(ในเกมส์)ไม่พอซื้อให้หน่อย!  และแกบ้ารึเปล่าเล่นไงได้คะแนนเยอะขนาดนั้น?  มันเป็น Social Games จริงแท้แน่นอนเลยเชียว

my pet "Slow"

my pet Slow

Pet Society เป็นหนึ่งในผลิตผลของ Playfish
ซึ่งตอนนี้ใน Facebook มีเกมส์ของ Playfish อยู่ 5 เกมส์
# Bowling Buddies
# Geo Challenge
# Pet Society
# Who Has The Biggest Brain
# Word Challenge
สนุกๆทั้งนั้น ดีไซน์ก็น่ารักไม่หยอก  คนเลยติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง
ขนาดเราที่ไม่เคยเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์บอยอะไรได้ดี  ยังชอบเลย
คือนอกจากเราจะเล่นเองได้คะแนนเองแล้ว  มันยังมี rank ให้แข่งกับเพื่อนๆอีกด้วย  จริงๆทุกคนก็ชอบการแข่งขันนี่เอง  ถ้าไม่มีคู่แข่งคงไม่มันขนาดนี้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงใน Pet Society เนื่องจากคนเล่นเยอะมากเกินไป  ระบบมันเลยป่วนปั่น  เค้าเลยต้องใช้เวลาแก้ไขประมาณครึ่งวัน  คนในเวปบอร์ดหลายประเทศทั่วโลกมาร่วม countdown แถมลงความคิดเห็นให้ทีมงานปรับปรุง  โหย…รวยไม่รู้จะรวยยังไงเลยนะเนี่ยเราว่า

Posted by: nimiko | 11/10/2008

แค่…บางที

Memorable quotes for
My Blueberry Nights

Elizabeth: Why do you keep them? You should just throw them out.
Jeremy: No. No, I couldn’t do that.
Elizabeth: Why not?
Jeremy: If I threw these keys away then those doors would be closed forever and that shouldn’t be up to me to decide, should it?
Elizabeth: I guess I’m just looking for a reason.
Jeremy: From my observations, sometimes it’s better off not knowing, and other times there’s no reason to be found.
Elizabeth: Everything has a reason.
Jeremy: Hmm. It’s like these pies and cakes. At the end of every night, the cheesecake and the apple pie are always completely gone. The peach cobbler and the chocolate mousse cake are nearly finished… but there’s always a whole blueberry pie left untouched.
Elizabeth: So what’s wrong with the blueberry pie?
Jeremy: There’s nothing wrong with the blueberry pie. Just… people make other choices. You can’t blame the blueberry pie, just… no one wants it.

……..

ทั้งที่รู้ดีว่า..
บางทีมันคงดีกว่าถ้าเราทิ้งกุญแจพวกนั้นไปเสีย
แต่บางครั้งเราก็กลัวที่สายใยบางๆระหว่างเรามันจะหมดไป  สายใยที่เราหลอนไปเองว่ามันมี!

……..

บางที..เราก็คงไม่ได้ผิดอะไร
และเธอก็ไม่ได้ผิดอะไร
มันก็แค่..ไม่ใช่
แค่เธอเพิ่งรู้ว่าเราไม่ใช่
บางที…ความรักมันก็แค่เท่านี้เอง

ทำไมความรู้สึกเราช้ากันจัง?

Posted by: nimiko | 16/09/2008

some from Malmö Festival 2008

จริงๆที่เดินทางไปช่วงเวลานั้นก็เพราะตั้งใจจะไปดูเทศกาลนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
เรื่องราวทั้งหมดคงได้เห็นมัน DDT เล่มใดเล่มหนึ่งก่อนสิ้นปีนี้ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไป 555

Malmö เป็นเมืองใต้สุดของสวีเดน  ห่างจาก Stockholm ประมาณ 600 กิโล
และอยู่ใกล้ Copenhagen เมืองหลวงของเดนมาร์ค แค่ขับรถ 20 นาทีถึงเท่านั้นเอง

Malmö Festival เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน  มีดนตรีทุกแนว ทั้ง pop,rock,jazz,hip-hop,dance, big band etc. สำหรับทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กน้อยจนแก่เฒ่าจริงๆ ทั้งยังหนัง ศิลปะ อาหาร เครื่องเล่น และอีกมาก ที่สำคัญชมฟรีตลอดงาน เรื่องกินดื่มเล่นก็ดูแลตัวเองนะจ๊ะ

จัดกันช่วงกลางเดือนสิงหาคมของทุกปี  ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 24 เริ่มตั้งแต่ 15 จนถึง 22 สิงหาคมที่ผ่านมาเป็น 7 วันที่อิ่มเอมกันเต็มที่ทั้งเมือง  คนที่มาดูมีทั้งชาวเมือง เมืองใกล้ เมืองไกลในสวีเดนเองหรือเดนมาร์คก็ข้ามมา อีกทั้งนักท่องเที่ยวก็มากมาย  มันเป็นช่วงปลายซัมเมอร์ที่อากาศควรจะอุ่นๆแต่ปีนี้เย็นเร็วไปหน่อย  อากาศอยู่ที่ 16-18 องศาตลอด  สบายดี

อันนี้เอามาให้ชมกันก่อน
เป็น Installation Art ในสวนที่จัดงาน ชอบมาก  ชื่อว่า “Wood”

เป็นต้นไม้ประดิษฐ์ด้วยโลหะ  เช่น ทองแดง  เป็นคล้ายเครื่องเคาะต่างๆ แล้วมีตัวเซ็นเซอร์อยู่ที่โคนต้น  เวลาคนเดินผ่านมันก็จะขยับไปที่ปลายเป็นเสียงดนตรี  พอคนเดินไปเดินมาก็เล่นเป็นเพลงเลยน่ารักดี

เทศกาลนี้ใช้พื้นที่ทั้งเมือง Malmö ได้อย่างเต็มที่มากๆ
เวทีก็มีหลายเวที  แต่สำหรับวัยรุ่นอย่างเราก็วนเวียนอยู่แค่ 2-3 เวที  ซึ่งเดินกันเมื่อยใช้ได้เลย  เวทีนึงอยู่ในสวน อีกอันเป็นเวทีใหญ่อยู่ที่จตุรัสกลางเมือง  คนมาเทศกาลก็มาเอ็นจอยจริงๆไม่ค่อยมีมาเดินเท่ๆจิกหญิง จิกหนุ่มเหมือนเทศกาลบ้านเราสักเท่าไหร่  ไอ้ที่เมาก็มีเยอะแต่เด็กๆไม่ค่อยเมากันหรอกเพราะเหล้าเบียร์เค้าแพงมากๆ

อันนี้เป็นวงที่ประทับใจที่สุด 2 วงที่นับว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้มา
Maia  Hirasawa เท่เหี้ยๆ

ซื้อซีดีกลับมาเรียบร้อย  ชอบ And i found this boy และ Gothenborg มากมาย

;)

Etienne de Crécy จากฝรั่งเศส  เป็นโชว์เซ็ทที่เบียดเด็กแนวสวีดิชไปอยู่ถึงหน้าเวทีคนเดียว
จับจ้องอยู่นานว่ามันเล่นกับแสงหรือจอกันวะเนี่ย?  เจ๋งอ่ะ  ไม่เมายาก็มันได้

ps.ถ่ายวิดีโอมานิดเดียว…ลอง search ใน Youtube ดูอีกได้

เนื่องจากเรื่องเที่ยวกำลังค่อยๆเขียนให้หนังสืออยู่ก็เลยไม่รู้จะอัพเดทอะไรดี
เอาเรื่องนี้ดีกว่า airline & airport

Singapore Airlines ที่พาเราบินไปกลับในครั้งนี้  เพื่อนๆต่างบอกว่าไฮโซแต่ก็ไม่รู้เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่บินกับที่นี่  ผลก็คือทำเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยอ่ะ  ไม่ใช่อะไรเพราะเรา enjoin Kris World ของเค้ามากเอาแต่ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์  แบบว่าไป-กลับเนี่ยดูหนังไปกว่า 10 เรื่องมากกว่าทั้งปีที่ผ่านมาอีก  แถมยังกิน ดื่ม ตลอดเวลา  ลงเครื่องมาตาดำเป็นแพนด้าเลย

ดู Sex and the city ด้วย ขำโคตร แอบน้ำตาไหลนิดนึง

ขาไปก็บินจากนี่ 2 ชั่วโมงไปสิงคโปร์
แล้วรอเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งเวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมงก็นอยด์ๆเพราะปกติไปเมืองนอกจะเอานาฬิกามา 2 เรือนแต่คราวนี้ลืม  เรือนที่ใช้ประจำมันเปลี่ยนเวลายากเลยไม่เปลี่ยนมันบวกลบเวลาเอาเอง  ก็สับสนได้ตลอด 2 อาทิตย์อ่ะ  สมองยิ่งแรมต่ำอยู่ – -”

เพื่อนอีกคนก็บอกว่า Changi Airport นี่ลั้ลลามาก
ตอนแรกก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างจาก Airport ประเทศอื่นตรงไหนนะ  แค่มันมีรถไฟฟ้าเปลี่ยน Terminal ด้วย  แต่หลังจากสำรวจดูทั้งขาไปกลับแล้ว  เออ มันเพลินอ่ะ  ร้านมันไม่ซ้ำซาก  ร้านอาหารก็น่ากินดี  แต่พระเจ้า…มีแต่เงินไทยและสวีเดน   ยังดีที่พกยูโรติดมาด้วยนิดหน่อย  ได้กินโมจิไอติม espresso อร่อยจัง  แล้วก็กินติ่มซำเพลินๆ  ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่  ที่ชอบสุดคือเค้าให้บริการ Internet free มีอยู่ทั่วเลยอ่ะ  ก็จำกัดให้ใช้ครั้งละ 15 นาที  แต่ก็ไม่มีคนต่อคิวหรอกเพราะมันมีทั่วเลยเยอะมาก  อันนี้ลั้ลลาสุดแล้ว ^_^

ขามารอเปลี่ยนเครื่อง 2 ชั่วโมง  ก็เดินเล่นเย็นใจไม่มีสัมภาระติดมือ
พอเข้า gate รอเรียกขึ้นเครื่องนี่อย่างเซ็ง  ฝรั่งแม่งนอนกันเกลื่อนมาก  โชคดีใน gate ก็มี free internet ให้เล่นอีก  คือเช็ค facebook , hi5 บ่อยกว่าอยู่บ้านอีกอ่ะ  พอถึงเวลาเรียกคนประกาศเค้าก็สำเนียงแขกมากเรยยย  อินี่ฟังม่ายรู้เรื่องเลยเรียกถึงแถวไหนแล้ว  แต่ก็นะจะรีบขึ้นไปทำไมไม่มีใครแย่งที่อยู่แล้ว  ก็มั่วๆไป

ขากลับรอเปลี่ยนเครื่อง 3 ชั่วโมง
คือบินมาถึงตี 5 จะบินต่อ 8 โมงเช้า  ก็คิดว่าจะนอนตามเก้าอี้เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปเพราะบินมา 11  ชั่วโมงดูหนังไป 5 เรื่องไม่หลับไม่นอน  ก็ปรากฎเดินเพลินมาก  เดินเรื่อยเปื่อย  วิ่งแลกเงินไป 3 รอบถ้วน  แบบซื้อนี่ทีก็แลกเงินที  อยากได้นี่ก็แลกที  เหลือก็ซื้อจนหมดอ่ะ  คือจนขากลับก็ยังไม่รู้ว่า 1 dollar singapore มันกี่บาท  ต้องเข้าเนทดูถึงรู้ว่า 24 บาท  ก็ค่อยบวก ลบ คูณ หารก่อนซื้ออีกที…ของบ้านเค้าแพงกว่าเราเนอะ  แต่ก็ได้กลับมาพอควรอ่ะ : p

ตอน check-in ขามาที่สุวรรณภูมิขอ window seat ทั้ง 2 flights ก็ได้ทั้ง 2 เที่ยวเลย
แย่นิดหน่อยตรงที่เวลาเค้าปิดไฟแล้วมันเหลือแต่ไฟตรงแถบแถวริมหน้าต่างส่องแยงตาตลอดเวลา  นอนไม่หลับเลย  งง  ทำไมขากลับเค้าดับหมดได้วะ?  เดี๋ยวนี้บนเครื่องเค้าแจกของให้แค่ถุงเท้ากับชุดแปรงฟันกันเหอะ  ถ้าอยากได้ที่ปิดตาต้องขอเอา  ดีนะที่ยังใจดีให้เพราะไม่ได้ติดมาสักอัน  เฮ้อ  อิของที่จำเป็นก็ทิ้งไว้บ้านโม้ดดด

คือไม่ได้บินไปต่างประเทศมา 2 ปีแล้วเดี๋ยวนี้เค้าไม่แจกน้ำขวดแล้วอ่ะ
แอร์ สจ๊วตเดินเสิร์ฟน้ำที่ละ 1 ส่วน 3 แก้วกันตลอดเวลา  เหนื่อยแทนนะเนี่ย แต่ต้องลด cost เข้าใจๆ

ขาไปแอร์น่ารักมากๆ  ตัวเล็กๆผอมบาง ปากแดง ผมบ๊อบเดิ้น  ยิ้มตลอด  ลืมถ่ายรูปมาให้ดู  (ในรูปนี้เป็นขากลับจากสิงคโปร์มากทม.)  ขากลับจากโคเปนมาสิงคโปร์เจอแอร์หน้าหงิกแล้วดุอ่ะ  ดุทำไมวะ?  แบบคนข้างๆเรายกมือเรียก  เค้าเดินผ่านไปเฉยทำเป็นไม่เห็น  แต่พอเรียกอีกทียกมือทำท่าว่ารู้แล้วรอเดี๋ยว  เดี๋ยวกูมา  เอ๊  คนอื่นเค้าไม่เห็นเป็นเลยอ่ะ  เจ๊เป็นงี้ตลอดไฟล์ท Copen – Singapore เลยอ่ะ  ทำดุใส่ตลอด  แบบว่ากูยุ่งอยู่มึงเห็นมั้ย?  คือก็เห็นไงเค้าก็ยุ่งกันทั้งเครื่องแล้วเจ๊เป็นไรมากป่าวเนี่ย  เมนส์มาหรือเมนส์ไม่มาแล้ว  เจอแบบนี้ไม่ดีเลย  ไม่เจริญอาหาร (แต่ก็กินตลอดทุกมื้อ) มีรอบนึงเป็น snack เค้าใส่ตะกร้ามา  ยื่นตรงหน้าเราก็หยิบถุงแรกซึ่งเป็น chip ขึ้นแล้วจะหยิบแอปเปิ้ลที่อยู่ข้างล่างขึ้นมา คือกูตั้งใจจะกินแอปเปิ้ลไง อินี่ดุใส่ บอกได้คนละอัน กลายเป็นกูโลภอีก แสรดดดด  อย่ามาบ้านกูนะมึง

โชคดีที่ตอนบินจากสิงคโปร์ – กรุงเทพนี่แอร์ดีมาก ยิ้มแย้ม โลกสดใส
แอร์ที่นี่เค้าเอวบางร่างน้อยมากอ่ะ  เวลาปิด cabin บนหัวเราเค้าต้องขอปีนขอบเก้าอี้เราขึ้นไปปิด  ตอนขากลับสงสารพนักงานบนเครื่องมาก  มีอิลุงกะอิป้าฝรั่งชาติอะไรไม่รู้  มันขอย้ายที่บอกว่าเนี่ยใช้บริการตลอดทำไมมันได้ที่ไม่ดี  ให้มันไปหน้าห้องน้ำได้ไง  เหมือนจะ request มาแล้วแต่ไม่ได้สมดังตั้งใจ  คือกัปตันก็มาพูดแล้ว  แล้วคนที่ใหญ่กว่ากัปตันมาพูดอีก  ประมาณว่าทำสุดความสามารถแล้ว  ถ้าอยากได้ที่ดีกว่านี้ก็รอเที่ยวต่อไปก็ได้นะ  อิป้าดึง tag ชื่อที่ติดหน้าอกเค้ามาเลยเว้ย  แบบคุณชื่อไรๆ บลาๆๆ โหย ดุเดือด  แล้วอิป้ากะลุงก็นั่งที่หน้าเราไง  มันก็บ่นกันตลอดการเดินทาง  ซึ่ง annoy มากเพราะเสียงแกเล็กๆบีบๆแล้วพูดช้าๆเหมือนคนเมายาไงไม่รู้อ่ะ  รำคาญมาก  พนักงานเดินมาเสิร์ฟทีก็บ่นที  แต่ก็กิน อิอิ  ที่น่าสงสารกว่าคือลุงชาวอาทิตย์อุทัยที่หลงไปนั่งแถวเดียวกับเค้าแหละ  อาเมน

อิ 2 หัวซ้ายมือ

ขากลับนี่แอบเซ็งหลายเรื่องแลยอ่ะ
มา check in ตั้งแต่ไก่โห่  คือมารอตั้งแต่เค้ายังไม่เปิดให้เช็คเลย  แล้วอยู่ประมาณคนที่ 5 request window seats ทั้ง 2 flights เหมือนเดิม  ก็ไม่ได้ดู boarding pass ปรากฎขึ้นเครื่องกูนั่งกลางเลย  คนข้างซ้ายที่นั่งติดหน้าต่างเป็นฝรั่งชาย  ขยับตัวทีต้องได้โดนตัวกูทุกครั้ง  ข้างขวาเป็นป้าแก่ใสๆไม่มีพิษภัย  ไม่ชวนคุยไม่รำคาญเวลาเราขอไปห้องน้ำ  น่ารักมากป้า  แต่ทั้ง 2 คนตัวโตมาก  เราเลยแปรสภาพเป็นเหมือนแซนด์วิชราคาถูกๆที่เค้างกไส้อ่ะ  อยู่นิ่งๆอย่างอบอุ่นเจียมเนื้อเจียมตัวตลอด 11 ชั่วโมง

ยังมีเรื่องสัมภาระอีก…ซึ่งเราจะรู้ได้ไงว่ากระเป๋าที่จัดมามันกี่กิโลแล้ววะ?
แบบที่บ้านไม่ได้ขายหมูนาเฟร้ยจะได้มีกิโลชั่งก่อนออกมาจากบ้านอ่ะ  ปรากฎขาไปโหลดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และกระเป๋าสำเพ็งสีน้ำเงินสก๊อยๆเอาไว้ใส่ของฝากซึ่งไม่มีของแตกบุบสลายง่ายอีก 1 ใบ  ปาเข้าไป 27 กิโล  แต่เค้าก็ไม่ว่าอะไรนะขาไปมันไม่เต็มไง  แบบที่นั่งมันบล็อคละ 3 ที่อ่ะ  ที่ตรงกลางเราว่างตลอดเลย  สบ๊าย สบาย แต่ขากลับเต็มครับ  สยองมากตอน check in ขากลับเพราะของฝากเพียบ  แตกง่ายทั้งนั้น  เลยเอาของฝากที่แตกได้ใส่กระเป๋าน้ำเงินถือขึ้นเครื่อง  กระเป๋าที่โหลดก็ปาไป 24 กิโลแล้ว  เจ๊ที่เคาเตอร์เช็คอินบอกให้เอากระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องมาชั่งอีก  ไม่รู้กี่โลแต่เจ๊ทำหน้าเหมือนเออมึงรอดตัวไป  ก็ไม่โดนชาร์จอะไร

ตรวจกระเป๋า…ขามามีแค่กระเป๋าสะพายติดตัวอย่างเดียวสบายๆ
เวลาเดินเข้าเครื่องตรวจมันตี๊ดตลอด  ปาดกูอยู่นั่น  ข้างหน้าข้างหลังซ้ายขวา  ก็มันมีเศษเหรียญเอย  เข็มขัดเอย เสื้อนอกก็ถอดแล้วถอดอีก  แต่ก็ไม่มีไร

ขากลับอยากร้องไห้…ที่ Copenhagen Airport
พอเช็คอินเสร็จคุณน้องถามว่ากินไรก่อนป่าว  ก็ดันดูนาฬิกาผิดเป็นเวลาเมืองไทยไง  เลยบอกมันว่าไม่กินหรอกรีบไปดีกว่า  โบกมือบ๊ายบาย  แล้วเพิ่งสำนึกว่าแม่งเหลือเวลาอีกนานเลยว่ะ  เข้าด่านแรกตรวจสัมภาระ ปรากฎว่าเราจะจำได้แต่ของที่เราเอามาใช่มะว่าอันไหนเป็นน้ำเป็นเจล  ก็ใส่ซองแยกไว้อยู่แล้ว  ทีนี้มันมีถุงนึงที่เราเพิ่งเห็นตอนปิดกระเป่าเดินทางไปแล้ว  และมันคือยาทาเล็บหลากสีของเราซึ่งหลายขวดอยู่อ่ะ เลยต้องใส่กระเป๋าเล็กที่จะขึ้นเครื่องมา  ตลอดทางก็คิดว่าโดนแน่เลยน้องยาทาเล็บของเรา

ปรากฎกระเป๋าเราโดนเรียกจริงๆ  แล้วพนักงานเค้าดีมาก  หรือหน้ากูเอ๋อมากไม่รู้อ่ะ  เพราะแม่งเช้าจัด  คือเค้าทั้งพูดและทำมือให้เรามองตามเค้าว่าเค้าจะเปิดกระเป๋านะ  คือพี่แม่นมากเมื่อเทียบกับพนง.ที่สิงคโปร์  ล้วงปุ๊บหยิบขึ้นมาปั๊บเป็นของฝากที่เค้าฝากให้เราแต่ดันเป็นครีมทาผิวหลอดใหญ่  อย่างอื่นไม่มีอะไรเค้าไม่ดูเลย  น้องยาทาเล็บรอดไป  เค้าก็บอกให้ลงไปโหลดอีกรอบได้นะ  เราก็เอ๋อไง  คิดถึงคุณน้องไม่น่ากลับไปเลย  เสียดายเล็กน้อยแต่ก็ตัดใจทิ้งไปเหอะค่ะ  จบ…ขากลับนี่รู้ตัวถอดแม่งทั้งเสื้อคลุมทั้งเข็มขัด  เศษเหรียญเก็บเลย  เดินผ่านปรู๊ดปร๊าดฉลุย

แต่แบกถุงสก๊อยไปไหนมาไหนด้วยเนี่ยหนักชิบหายเลยอ่ะ  ว่าจะงีบที่สนามบินแล้วก็ไม่หลับ  ของก็ไม่รู้จะซื้ออะไรเพราะมันแพงไปหมด  คือเงินและของที่เดนมาร์กแพงกว่าสวีเดนเกือบทุกอย่างอ่ะ  เลยนั่งทาเล็บ ชิลด์ๆ…เด็กๆเดินผ่านไปมาหยุดมอง  อยากทาสีน้ำเงินบ้างใช่มั้ยละ?   55

กระเป๋าสก๊�ยข�งข้าพเจ้า

กระเป๋าสก๊อยของข้าพเจ้า

แล้วมีเรื่องขำคือเราเดินไปไกลมากแล้วเจอห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนอันนึงเราก็เข้าไปทั้งของทั้งคน  คือมันกว้าง สะอาดและมีอ่างล้างหน้าในห้อง  เราก็ชิลด์มาก  ทำธุระ ส่องกระจกหาผมขาวไปเรื่อย  นานมาก  ออกมาเกือบโดนฆ่า  แม่งฝรั่งต่อคิวเพียบเลยอ่ะ  งือ  งุดๆๆ

แล้วขึ้นเครื่องมาก็ได้ที่ไม่ค่อยดี แอร์ไม่น่ารัก ลงเครื่องมาที่ Changi Airport
ตอนต่อเครื่องก็โดนตรวจกระเป๋าอีก  แต่คราวนี้แม่งแย่มาก  คือเราผ่านที่โคเปนมาแล้วไง  ก็คิดว่าไม่มีไรแล้ว  ปรากฎอินี่รื้อของเราออกมาทุกชิ้น  คือกระปุกพริกไทยไม้แบบยัง wrap plastic มีป้ายติดอยู่แม่งก็ให้เราแกะออกมาดู  มึงดูไม่ออกเหรอว่ามันไม่มีน้ำ  เฮ้ย ฉุนมาก  หยิบถุงขนมช็อคโกแลตของเรามาเขย่าซึ่งเราบอกแล้วว่ามันขนม be careful มันจะแหลกหมด  แม่งไม่ทัน  กูอุตส่าห์ทะนุถนอมหิ้วมา  คือสารพัดกล่องโทรศัพท์มือถือที่คนที่นั่นฝากเราส่งให้ลูกเค้าที่เมืองไทยแม่งก็ให้เราเปิดออกมา  นรกมากกกกกกกก  หยิบโคมไฟเราออกมาเกือบหล่นแตกอ่ะ…ซวยมาก  สรุปก็ไม่มีอะไรที่มันจะห้ามเราขึ้นเครื่องเลย  ก็รู้ว่าทำตามหน้าที่แต่ช่วยใช้เครื่องให้เป็นประโยชน์กว่านี้ได้ป่าววะ ?

นอกนั้นก็ไม่มีอะไร  ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
รอกระเป๋าที่สุวรรณภูมินานมากเป็นปกติ  อยากซื้อ Baileys ที่ duty free ก็ลืมอีก

delicious breakfast!

delicious breakfast!

อีกเรื่องนึงที่ลืมคือบัตรเครดิต
แบบก็ตั้งใจว่าจะไม่ใช้ไอ่ะนะ  พกไปใบเดียวเผื่อขาด  ปรากฎเสร่อลืมรหัส  จดไว้อีกเล่มนึงแยกกัน  เลยไม่ได้ใช้ตลอดการเดินทางสมใจอยาก  เพราะที่นี่เค้ารูดแล้วให้เราใส่รหัส 4 ตัวด้วยตัวเอง คือเมืองนอกเค้าเป็นแบบนี้กันเกือบหมดแล้วไง บางที่ก็ขอดู ID ด้วยอีกตะหาก  ดีมากเลยอ่ะ  บ้านเรานะไม่ค่อยมีใครดูลายเซ็นต์เล้ย  กลัวจัง  เพื่อนเพิ่งโดนตบบัตรไปรูดปลอมลายเซ็นต์แดกแชมเปญไปหมื่นหกมา  สยองมาก  ทริปนี้เลยไม่ได้รูดอะไร  สบายใจจริงๆ  แค่นี้ก็กรอบพอแล้ว

My sister’s diary about this trip : http://alskling.diaryis.com/

Posted by: nimiko | 05/09/2008

MD mv. นิยาย

เสร็จแล้ว music video เพลงแรกจากอัลบั้มล่าสุดของเหล่าหมาทันสมัย “ทิงนองนอย”

เพลง “นิยาย”


“ทิงนองนอย”
ทุกแผง  9 กันยา 08

แต่ 8 กันยานี้
16:00-18:00

อุดหนุนจากมือ…
ชาวคณะ “โมเดิร์นด็อก”
ก่อนได้เลย !!!

ที่ร้าน Create 8  ชั้น 3
ปากทางเข้า ZEN ครับ

ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของพวกเค้าได้ทาง http://www.moderndog.biz

Posted by: nimiko | 18/08/2008

My new trip has begun!

 

Aug.13,2008
Departed from Suvarnabhumi Airport at 7.30pm with Singapore Airlines.

from thailand to singapore

from thailand to singapore

 

10.30pm transit at Changi Airport, Singapore

Changi Airport

Changi Airport

 

Aug.14,2008
Departed from Changi 00.10 to Copenhagen Airport 07.30am (bkk time 11.30am )

from Changi to Copenhagen, Denmark

from Changi to Copenhagen, Denmark

Drove 20 mins to Malmö , Sweden
My sister & her husbands home in Malmö , Sweden

My sister & her husband's home in Malmö , Sweden

andddddd
IKEA since day one hahaha
I love fabric most.
Posted by: nimiko | 15/08/2008

i love Turtle Island

* ตอนสุดท้าย…ต่อจากตอนที่แล้วๆมา

ด้วยความที่พลาดมาเยอะตลอดทริปเพราะไม่วางแผนไร  ชิลด์ไปเรื่อยเริ่มหมดแรง
คราวนี้โทร.ไปหาพี่สนิท  พี่ป๊อดให้เบอร์แฟนเพื่อนที่เกาะเต่ามา  บอกว่าเพื่อนเค้าเป็นเจ้าของบาร์ที่ฮิปที่สุดบนเกาะชื่อ Whitening แต่พี่ป๊อดไม่ได้บอกแฟนเพื่อนเค้าว่าเราจะมาวันนี้  ตลอดทางเลยติดต่อเบอร์ที่ให้ไว้ไม่ได้เลยเพราะพี่เค้าออกไปดำน้ำหน่ะสิ

แต่ไม่ยากเพราะลงเรือก็เห็นร้าน Whitening เลย
ลงไปถามที่ร้านเค้าก็เลยไปส่งร้านเนทที่เพื่อนพี่ป๊อดทำงานอยู่อีกที่  เกรงใจเค้ายุ่งๆอยู่แต่ก็โทร. ไปจองห้องพักราคาพิเศษให้เราแล้วให้น้องที่ร้านไปส่งถึงบังกะโล

จันทร์สมบังกะโลอยู่ไม่ไกลจากตลาดท่าเรือมากนัก  เดิน10 นาทีพอเหนื่อยอ่ะ
คิดเราคืนละ 500 แต่บรรยากาศโคตรดีติดทะเล ส่วนตัว เงียบและสวย  ถ้าไม่นับคนงานพม่าที่กำลังก่อสร้างอยู่ด้านหลังและต้องขนไม้มาโยนที่หน้าบ้านเราแล้วก็ Perfect หน้าบ้านมีเปลไว้ให้นอนชิลด์ด้วย  เลยไปกินข้าวที่ร้านอาหารแล้วกลับมานอนอ่านหนังสือสักพัก  เดินไปดูที่พักข้างๆซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน  แต่ราคาต่างกันลิบลับ  ของเค้าคืนเป็นหมื่น  แต่มันดีไซด์เก๋ดีนะเพราะจริงๆแถวนั้นเป็นหินเสียเยอะ  ก็เลยต้องทำบ้านให้ลัดเลาะเข้ากันหินและต้นไม้  ไฮโซสุดๆ

ตกเย็นเดินกลับไปหาพี่ที่ร้านเนทเลยเจอแฟนเพื่อนพี่ป๊อดจนได้  ชื่อ “พี่นุ้ย”
ที่ร้านเนทนี่รับจองตั๋วให้ฝรั่งด้วย  เลยดูยุ่งๆหน่อย  เจอเพื่อนชาวจีนของพี่นุ่ยชื่อ แองเจลีน
พี่เค้าชวนไปกินข้าวด้วยกัน  มีเพื่อนอีกกลุ่มรออยู่ที่ร้าน  ปกติจริงๆเราต้องเกรงใจและไม่ไป  แต่ไม่รู้ทำไมวันนั้นไป  คงเพราะพี่เค้าอัถยาศัยดีมากนั่นแหละ  ซ้อนมอเตอร์ไซด์พี่เค้าและคุยกันไปเรื่อย  ถึงได้รู้ว่าแฟนพี่เค้าเป็นรุ่นน้องพี่ป๊อดที่สวนกุหลาบ  ส่วนพวกพี่เค้าเรียนศิลปกรรมจุฬา  เราก็เฮ้ย  เพื่อนหนูอยู่ศิลปกรรมหลายคนเลย  บอกชื่อติ๊งต่องหัวฟุไปปรากฎพี่นึกไม่ออก  แล้วเค้าก็บอกว่าเนี่ยที่จะไปกินข้าวกันก็เป็นรุ่นน้องศิลปกรรม  ชื่อไรเหรอพี่?  บอกชื่อมาเรางี้กรี๊ดลั่นเกาะ…โลกกลมได้อีก

มาถึงร้าน Hippo ที่หาดทรายรี
เจอคนรู้จักซักทีดีใจจัง “โป้ง”เป็นเพื่อนอิติ๊งต่องเพื่อนเรา  ผ่านการกินเหล้าโต๊ะัเดียวกันมาแล้ว  และ “เป้ง” เป็นเพื่อนสนิทโป้งไม่ได้เรียนศิลปกรรม เคยเจอหน้าค่าตากันตามปาร์ตี้ทั่วไปแต่ไม่เคยคุยด้วย  อาหารมื้อนั้นหนักไปทางฝรั่งเพราะนอกจากเราคนไทย 4 คนแล้วก็ฝรั่ง 3 จีน 1 และฝรั่ง 1 ใน 3 คุยภาษาจีนกับแองเจลีนด้วย  งงเหมือนกันไม่เคยเจอฝรั่งล้งเล้งภาษาจีนอ่ะ

โป้งเป้งมาหาข้อมูลทำหนังหรืองานไรสักอย่างของมัน
มาอยู่ก่อนเรา 3-4 วันแล้ว  พักที่เดียวกับเราด้วย  ในที่สุดก็มีเพืื่อนกินเหล้าจนได้  ตกดึกก็กินเหล้าอยู่ Whitening กินเอาจริงมาก แต่คืนแรกข้าพเจ้าเหนื่อยขอตัวเดินกลับที่พักก่อน  เพราะตอนเช้าจองทริปเรือรอบเกาะไว้

8 โมงเช้าวันที่ 21 ออกเดินทางลงเรือไปเที่ยวรอบเกาะ
บนเรือมีคนไทยอยู่ 3 คนคือคนขับเรือ เด็กเรือที่เป็นไกด์ด้วยและเราเอง  ฝรั่งแม่งเมาหนักหรือชิลด์จัดไม่รู้  ไม่เห็นมันมีสัมภาระติดตัวมามากมายเหมือนเรา  เค้าก็มีอุปกรณ์มาให้  หน้ากาก ชูชีพ ตีนกบ  มาถึงจุดแรกที่เค้าจะปล่อยลงดูปลาฉลามหัวค้อน

เอิ่ม  คุณไกดืเด็กคะ…พี่ไม่เคย Snockelling ค่ะ  นอกจากนี้ยังว่ายน้ำไม่เป็นอีกด้วย
ไกด์ก็สอนใหญ่เลย  ลงน้ำปุ๊บเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้สัมผัสน้ำทะเลมานานเหมือนกัน  แต่ที่นานกว่านั้นคือเกือบจำไม่ได้ว่าทะเลมันเค็มขนาดนี้  โอ๊ย…แดกน้ำทะเลไปหลายอึกมาก  เพราะหน้ากากมันไม่พอดีกับหน้า (แล้วกูจะรู้มั้ย?)  คุณไกด์ก็ลากกูไปไกลเหลือเกิน  จูงมือกันไปประหนึ่งคู่รักหวานแหวว  แต่เปล่า…เค้าคงคิดว่าอินี่จะรอดมั้ยวันนี้นี่แค่จุดแรก  ไหนจะต้องดูลูกค้าที่เหลืออีกมากมาย  ที่ว่ายน้ำ ดำน้ำกันเป็นปลาฉวายเชียว  ไหนจะอิตัวถ่วงนี้อีกคน  ฮือออ  เหนื่อยชิบเป๋ง  แถมจอิ่มจุกน้ำทะเลมากมาย

ขึ้นเรือมาเค้าเปลี่ยนหน้ากากให้  แต่เริ่มไม่อยากลงแล้วนี่นา
มาถึงจุดที่ 2 คุณไกด์แทบจะถีบให้ลง  คราวนี้ไปคนเดียวด้วย  ไกด์แม่งนั่งแดกแตงโมอยู่บนเรือ  แล้วเราก็ทำได้เว้ย…โห  โลกใต้น้ำไม่ลึกยังสวยขนาดนี้  แต่ให้เราไปดำน้ำทะเลลึกเราไม่ไปอ่ะ  กลัว…เจอแค่ปลาการ์ตูน ตัวเล็กตัวน้อยก็พอใจแล้ว  ก็เสร็จแล้วก็ขึ้นเรือแล้วไปต่ออีกจุด อีกจุดไปเรื่อย  กินข้าวกลางวันบนเรือ  อร่อยดี…ข้าวเหลือก็โยนให้ปลามันกินกันใหญ่เลย  น่ารักดี

แล้วเค้าก็ไปปล่อยที่ เกาะนางยวน หาดสวยดีแต่ร้อนชะมัด
ฝรั่งรีบวิ่งไปอาบแดดกันเป็นทิวแถว  ข้าพเจ้าไปนั่งกินเครปไอศครีมจานละ 180 บาท…ไม่อร่อยเลย แหวะ  เดินเล่นๆไปเรื่อยจนเรือมารั บกลับ  เหนื่อยมากมายวันนี้  แต่โคตรประทับใจ  กลับมาบ้านอาบน้ำจะงีบสักหน่อยแต่ไม่หลับ

ตกเย็นไปหาพี่นุ้ยที่ร้านเหมือนเดิม  ตกดึกกินข้าว
ต่อของหวานที่ Whitening และกินเหล้าเหมือนเคย  เนื่องจากพรุ่งนี้เราก็จะกลับสมุย  อิโป้งเป้งก็จะกลับกทม.  เลยสั่งเสียกันยาวนานมาก  กินกันยันตี 4 เราไม่เมาเท่าไหร่แต่เพื่อนนี่สิ  เล่นเป็นสายัณ์ไปแล้ว  หมดกันภาพพจน์ผู้กำกับ

ตื่นเช้ามาอาบน้ำเก็บของจ่ายเงินแล้วก็ไปขึ้นเรือกลับสมุย
มาถึงสมุยก็เอาฟีโน่น้องนิขี่ไปซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกทม.  พันนิดๆรถออกบ่าย 3 โมงครึ่ง  มีเวลาซิ่งอีกแป๊บนึงก่อนรถออก  โทร.หาพี่ป๊อดที่มาถ่ายรูปปกอัลบั้มใหม่ที่หินตาหินยายสมุยนี่เหมือนกัน  แต่ไม่รับ  เลยอดเจอกัน  แวะกินข้าวข้างทางเป็นร้านขนมจีน กินจานเดียวแกตักแกงมาให้ 6 อย่างให้เลือกกินเอา  เหวอไปนิดนึง  ทำไมอลังการอย่างนี้วะ?  อร่อยดี

น้องมาส่งขึ้นรถทัวร์  โชคดีที่รถไม่เต็มที่นั่งข้างๆก็เลยว่าง
นอนน้ำลายยืดได้สบาย 55 ระหว่างทางมีแวะกินข้าวด้วย  ไม่ใช่ข้าวต้มกิ๊กกีอก  แต่เป็นร้านใหญ่โต  กับข้าวตั้ง 5 อย่างใช้ได้เลย…

  หลังจากนั้นก็เสียบ ipod นอนฟังเพลงจนหลับไป  ตี 5 ก็ถึงสายใต้ใหม่  แบกเป้กลับบ้านนอนสลบทั้งวัน

11 วันนี้ประทับใจทีปภาวันและเกาะเต่าที่สุด  ไว้รอคุณเพื่อนกลับมาไปกันอีกนะแก ^^

การเดินทางนอกจากจะได้ชาร์ทแบตวิญญาณ เพิ่มพลังกาย พักฟื้นหัวใจ 
ยังทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ  แทบจะทุกย่างก้าวในที่ที่ไม่เคยไป  สิ่งที่ไม่เคยสัมผัส  เตือนให้เรารู้สึกตัวอยู่ตลอดว่า  เรามันก็แค่ตัวนิดเดียว โลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้และรอคอยการเดินทางของเราเสมอ…มากมาย

จบการเดินทางครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมและการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของเรา  มันคงมีอะไรไปสะกิดต่อมอะไรเข้าสักอย่าง  กลับมาคราวนี้หลายคนก็เลยทักกัน  จนเราเองก็ยังแปลกใจ  ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ…ถ้าอะไรมันดีขึ้นแล้วก็อยากรักษาให้มันดีอยู่ต่อไปเรื่อยๆนะ  อย่าหมดพลังเสียก่อน : p

การเดินทางครั้งต่อไปกำลัง…เอ๊ะ  ไม่สิ  มันเริ่มขึ้นแล้วนี่นา 
ตื่นเต้นๆ  แล้วจะมาเล่าให้ฟัง  ติดตามอ่านได้ ที่นี่เร็วๆนี้  ฮิฮี๊ววว

« Newer Posts - Older Posts »

Categories