เนื่องจากเรื่องเที่ยวกำลังค่อยๆเขียนให้หนังสืออยู่ก็เลยไม่รู้จะอัพเดทอะไรดี
เอาเรื่องนี้ดีกว่า airline & airport
Singapore Airlines ที่พาเราบินไปกลับในครั้งนี้ เพื่อนๆต่างบอกว่าไฮโซแต่ก็ไม่รู้เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่บินกับที่นี่ ผลก็คือทำเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยอ่ะ ไม่ใช่อะไรเพราะเรา enjoin Kris World ของเค้ามากเอาแต่ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ แบบว่าไป-กลับเนี่ยดูหนังไปกว่า 10 เรื่องมากกว่าทั้งปีที่ผ่านมาอีก แถมยังกิน ดื่ม ตลอดเวลา ลงเครื่องมาตาดำเป็นแพนด้าเลย

ดู Sex and the city ด้วย ขำโคตร แอบน้ำตาไหลนิดนึง
ขาไปก็บินจากนี่ 2 ชั่วโมงไปสิงคโปร์
แล้วรอเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งเวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมงก็นอยด์ๆเพราะปกติไปเมืองนอกจะเอานาฬิกามา 2 เรือนแต่คราวนี้ลืม เรือนที่ใช้ประจำมันเปลี่ยนเวลายากเลยไม่เปลี่ยนมันบวกลบเวลาเอาเอง ก็สับสนได้ตลอด 2 อาทิตย์อ่ะ สมองยิ่งแรมต่ำอยู่ – -”
เพื่อนอีกคนก็บอกว่า Changi Airport นี่ลั้ลลามาก
ตอนแรกก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างจาก Airport ประเทศอื่นตรงไหนนะ แค่มันมีรถไฟฟ้าเปลี่ยน Terminal ด้วย แต่หลังจากสำรวจดูทั้งขาไปกลับแล้ว เออ มันเพลินอ่ะ ร้านมันไม่ซ้ำซาก ร้านอาหารก็น่ากินดี แต่พระเจ้า…มีแต่เงินไทยและสวีเดน ยังดีที่พกยูโรติดมาด้วยนิดหน่อย ได้กินโมจิไอติม espresso อร่อยจัง แล้วก็กินติ่มซำเพลินๆ ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ ที่ชอบสุดคือเค้าให้บริการ Internet free มีอยู่ทั่วเลยอ่ะ ก็จำกัดให้ใช้ครั้งละ 15 นาที แต่ก็ไม่มีคนต่อคิวหรอกเพราะมันมีทั่วเลยเยอะมาก อันนี้ลั้ลลาสุดแล้ว ^_^

ขามารอเปลี่ยนเครื่อง 2 ชั่วโมง ก็เดินเล่นเย็นใจไม่มีสัมภาระติดมือ
พอเข้า gate รอเรียกขึ้นเครื่องนี่อย่างเซ็ง ฝรั่งแม่งนอนกันเกลื่อนมาก โชคดีใน gate ก็มี free internet ให้เล่นอีก คือเช็ค facebook , hi5 บ่อยกว่าอยู่บ้านอีกอ่ะ พอถึงเวลาเรียกคนประกาศเค้าก็สำเนียงแขกมากเรยยย อินี่ฟังม่ายรู้เรื่องเลยเรียกถึงแถวไหนแล้ว แต่ก็นะจะรีบขึ้นไปทำไมไม่มีใครแย่งที่อยู่แล้ว ก็มั่วๆไป
ขากลับรอเปลี่ยนเครื่อง 3 ชั่วโมง
คือบินมาถึงตี 5 จะบินต่อ 8 โมงเช้า ก็คิดว่าจะนอนตามเก้าอี้เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปเพราะบินมา 11 ชั่วโมงดูหนังไป 5 เรื่องไม่หลับไม่นอน ก็ปรากฎเดินเพลินมาก เดินเรื่อยเปื่อย วิ่งแลกเงินไป 3 รอบถ้วน แบบซื้อนี่ทีก็แลกเงินที อยากได้นี่ก็แลกที เหลือก็ซื้อจนหมดอ่ะ คือจนขากลับก็ยังไม่รู้ว่า 1 dollar singapore มันกี่บาท ต้องเข้าเนทดูถึงรู้ว่า 24 บาท ก็ค่อยบวก ลบ คูณ หารก่อนซื้ออีกที…ของบ้านเค้าแพงกว่าเราเนอะ แต่ก็ได้กลับมาพอควรอ่ะ : p

ตอน check-in ขามาที่สุวรรณภูมิขอ window seat ทั้ง 2 flights ก็ได้ทั้ง 2 เที่ยวเลย
แย่นิดหน่อยตรงที่เวลาเค้าปิดไฟแล้วมันเหลือแต่ไฟตรงแถบแถวริมหน้าต่างส่องแยงตาตลอดเวลา นอนไม่หลับเลย งง ทำไมขากลับเค้าดับหมดได้วะ? เดี๋ยวนี้บนเครื่องเค้าแจกของให้แค่ถุงเท้ากับชุดแปรงฟันกันเหอะ ถ้าอยากได้ที่ปิดตาต้องขอเอา ดีนะที่ยังใจดีให้เพราะไม่ได้ติดมาสักอัน เฮ้อ อิของที่จำเป็นก็ทิ้งไว้บ้านโม้ดดด
คือไม่ได้บินไปต่างประเทศมา 2 ปีแล้วเดี๋ยวนี้เค้าไม่แจกน้ำขวดแล้วอ่ะ
แอร์ สจ๊วตเดินเสิร์ฟน้ำที่ละ 1 ส่วน 3 แก้วกันตลอดเวลา เหนื่อยแทนนะเนี่ย แต่ต้องลด cost เข้าใจๆ

ขาไปแอร์น่ารักมากๆ ตัวเล็กๆผอมบาง ปากแดง ผมบ๊อบเดิ้น ยิ้มตลอด ลืมถ่ายรูปมาให้ดู (ในรูปนี้เป็นขากลับจากสิงคโปร์มากทม.) ขากลับจากโคเปนมาสิงคโปร์เจอแอร์หน้าหงิกแล้วดุอ่ะ ดุทำไมวะ? แบบคนข้างๆเรายกมือเรียก เค้าเดินผ่านไปเฉยทำเป็นไม่เห็น แต่พอเรียกอีกทียกมือทำท่าว่ารู้แล้วรอเดี๋ยว เดี๋ยวกูมา เอ๊ คนอื่นเค้าไม่เห็นเป็นเลยอ่ะ เจ๊เป็นงี้ตลอดไฟล์ท Copen – Singapore เลยอ่ะ ทำดุใส่ตลอด แบบว่ากูยุ่งอยู่มึงเห็นมั้ย? คือก็เห็นไงเค้าก็ยุ่งกันทั้งเครื่องแล้วเจ๊เป็นไรมากป่าวเนี่ย เมนส์มาหรือเมนส์ไม่มาแล้ว เจอแบบนี้ไม่ดีเลย ไม่เจริญอาหาร (แต่ก็กินตลอดทุกมื้อ) มีรอบนึงเป็น snack เค้าใส่ตะกร้ามา ยื่นตรงหน้าเราก็หยิบถุงแรกซึ่งเป็น chip ขึ้นแล้วจะหยิบแอปเปิ้ลที่อยู่ข้างล่างขึ้นมา คือกูตั้งใจจะกินแอปเปิ้ลไง อินี่ดุใส่ บอกได้คนละอัน กลายเป็นกูโลภอีก แสรดดดด อย่ามาบ้านกูนะมึง
โชคดีที่ตอนบินจากสิงคโปร์ – กรุงเทพนี่แอร์ดีมาก ยิ้มแย้ม โลกสดใส
แอร์ที่นี่เค้าเอวบางร่างน้อยมากอ่ะ เวลาปิด cabin บนหัวเราเค้าต้องขอปีนขอบเก้าอี้เราขึ้นไปปิด ตอนขากลับสงสารพนักงานบนเครื่องมาก มีอิลุงกะอิป้าฝรั่งชาติอะไรไม่รู้ มันขอย้ายที่บอกว่าเนี่ยใช้บริการตลอดทำไมมันได้ที่ไม่ดี ให้มันไปหน้าห้องน้ำได้ไง เหมือนจะ request มาแล้วแต่ไม่ได้สมดังตั้งใจ คือกัปตันก็มาพูดแล้ว แล้วคนที่ใหญ่กว่ากัปตันมาพูดอีก ประมาณว่าทำสุดความสามารถแล้ว ถ้าอยากได้ที่ดีกว่านี้ก็รอเที่ยวต่อไปก็ได้นะ อิป้าดึง tag ชื่อที่ติดหน้าอกเค้ามาเลยเว้ย แบบคุณชื่อไรๆ บลาๆๆ โหย ดุเดือด แล้วอิป้ากะลุงก็นั่งที่หน้าเราไง มันก็บ่นกันตลอดการเดินทาง ซึ่ง annoy มากเพราะเสียงแกเล็กๆบีบๆแล้วพูดช้าๆเหมือนคนเมายาไงไม่รู้อ่ะ รำคาญมาก พนักงานเดินมาเสิร์ฟทีก็บ่นที แต่ก็กิน อิอิ ที่น่าสงสารกว่าคือลุงชาวอาทิตย์อุทัยที่หลงไปนั่งแถวเดียวกับเค้าแหละ อาเมน
อิ 2 หัวซ้ายมือ
ขากลับนี่แอบเซ็งหลายเรื่องแลยอ่ะ
มา check in ตั้งแต่ไก่โห่ คือมารอตั้งแต่เค้ายังไม่เปิดให้เช็คเลย แล้วอยู่ประมาณคนที่ 5 request window seats ทั้ง 2 flights เหมือนเดิม ก็ไม่ได้ดู boarding pass ปรากฎขึ้นเครื่องกูนั่งกลางเลย คนข้างซ้ายที่นั่งติดหน้าต่างเป็นฝรั่งชาย ขยับตัวทีต้องได้โดนตัวกูทุกครั้ง ข้างขวาเป็นป้าแก่ใสๆไม่มีพิษภัย ไม่ชวนคุยไม่รำคาญเวลาเราขอไปห้องน้ำ น่ารักมากป้า แต่ทั้ง 2 คนตัวโตมาก เราเลยแปรสภาพเป็นเหมือนแซนด์วิชราคาถูกๆที่เค้างกไส้อ่ะ อยู่นิ่งๆอย่างอบอุ่นเจียมเนื้อเจียมตัวตลอด 11 ชั่วโมง
ยังมีเรื่องสัมภาระอีก…ซึ่งเราจะรู้ได้ไงว่ากระเป๋าที่จัดมามันกี่กิโลแล้ววะ?
แบบที่บ้านไม่ได้ขายหมูนาเฟร้ยจะได้มีกิโลชั่งก่อนออกมาจากบ้านอ่ะ ปรากฎขาไปโหลดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และกระเป๋าสำเพ็งสีน้ำเงินสก๊อยๆเอาไว้ใส่ของฝากซึ่งไม่มีของแตกบุบสลายง่ายอีก 1 ใบ ปาเข้าไป 27 กิโล แต่เค้าก็ไม่ว่าอะไรนะขาไปมันไม่เต็มไง แบบที่นั่งมันบล็อคละ 3 ที่อ่ะ ที่ตรงกลางเราว่างตลอดเลย สบ๊าย สบาย แต่ขากลับเต็มครับ สยองมากตอน check in ขากลับเพราะของฝากเพียบ แตกง่ายทั้งนั้น เลยเอาของฝากที่แตกได้ใส่กระเป๋าน้ำเงินถือขึ้นเครื่อง กระเป๋าที่โหลดก็ปาไป 24 กิโลแล้ว เจ๊ที่เคาเตอร์เช็คอินบอกให้เอากระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องมาชั่งอีก ไม่รู้กี่โลแต่เจ๊ทำหน้าเหมือนเออมึงรอดตัวไป ก็ไม่โดนชาร์จอะไร
ตรวจกระเป๋า…ขามามีแค่กระเป๋าสะพายติดตัวอย่างเดียวสบายๆ
เวลาเดินเข้าเครื่องตรวจมันตี๊ดตลอด ปาดกูอยู่นั่น ข้างหน้าข้างหลังซ้ายขวา ก็มันมีเศษเหรียญเอย เข็มขัดเอย เสื้อนอกก็ถอดแล้วถอดอีก แต่ก็ไม่มีไร
ขากลับอยากร้องไห้…ที่ Copenhagen Airport
พอเช็คอินเสร็จคุณน้องถามว่ากินไรก่อนป่าว ก็ดันดูนาฬิกาผิดเป็นเวลาเมืองไทยไง เลยบอกมันว่าไม่กินหรอกรีบไปดีกว่า โบกมือบ๊ายบาย แล้วเพิ่งสำนึกว่าแม่งเหลือเวลาอีกนานเลยว่ะ เข้าด่านแรกตรวจสัมภาระ ปรากฎว่าเราจะจำได้แต่ของที่เราเอามาใช่มะว่าอันไหนเป็นน้ำเป็นเจล ก็ใส่ซองแยกไว้อยู่แล้ว ทีนี้มันมีถุงนึงที่เราเพิ่งเห็นตอนปิดกระเป่าเดินทางไปแล้ว และมันคือยาทาเล็บหลากสีของเราซึ่งหลายขวดอยู่อ่ะ เลยต้องใส่กระเป๋าเล็กที่จะขึ้นเครื่องมา ตลอดทางก็คิดว่าโดนแน่เลยน้องยาทาเล็บของเรา
ปรากฎกระเป๋าเราโดนเรียกจริงๆ แล้วพนักงานเค้าดีมาก หรือหน้ากูเอ๋อมากไม่รู้อ่ะ เพราะแม่งเช้าจัด คือเค้าทั้งพูดและทำมือให้เรามองตามเค้าว่าเค้าจะเปิดกระเป๋านะ คือพี่แม่นมากเมื่อเทียบกับพนง.ที่สิงคโปร์ ล้วงปุ๊บหยิบขึ้นมาปั๊บเป็นของฝากที่เค้าฝากให้เราแต่ดันเป็นครีมทาผิวหลอดใหญ่ อย่างอื่นไม่มีอะไรเค้าไม่ดูเลย น้องยาทาเล็บรอดไป เค้าก็บอกให้ลงไปโหลดอีกรอบได้นะ เราก็เอ๋อไง คิดถึงคุณน้องไม่น่ากลับไปเลย เสียดายเล็กน้อยแต่ก็ตัดใจทิ้งไปเหอะค่ะ จบ…ขากลับนี่รู้ตัวถอดแม่งทั้งเสื้อคลุมทั้งเข็มขัด เศษเหรียญเก็บเลย เดินผ่านปรู๊ดปร๊าดฉลุย
แต่แบกถุงสก๊อยไปไหนมาไหนด้วยเนี่ยหนักชิบหายเลยอ่ะ ว่าจะงีบที่สนามบินแล้วก็ไม่หลับ ของก็ไม่รู้จะซื้ออะไรเพราะมันแพงไปหมด คือเงินและของที่เดนมาร์กแพงกว่าสวีเดนเกือบทุกอย่างอ่ะ เลยนั่งทาเล็บ ชิลด์ๆ…เด็กๆเดินผ่านไปมาหยุดมอง อยากทาสีน้ำเงินบ้างใช่มั้ยละ? 55

กระเป๋าสก๊อยของข้าพเจ้า
แล้วมีเรื่องขำคือเราเดินไปไกลมากแล้วเจอห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนอันนึงเราก็เข้าไปทั้งของทั้งคน คือมันกว้าง สะอาดและมีอ่างล้างหน้าในห้อง เราก็ชิลด์มาก ทำธุระ ส่องกระจกหาผมขาวไปเรื่อย นานมาก ออกมาเกือบโดนฆ่า แม่งฝรั่งต่อคิวเพียบเลยอ่ะ งือ งุดๆๆ
แล้วขึ้นเครื่องมาก็ได้ที่ไม่ค่อยดี แอร์ไม่น่ารัก ลงเครื่องมาที่ Changi Airport
ตอนต่อเครื่องก็โดนตรวจกระเป๋าอีก แต่คราวนี้แม่งแย่มาก คือเราผ่านที่โคเปนมาแล้วไง ก็คิดว่าไม่มีไรแล้ว ปรากฎอินี่รื้อของเราออกมาทุกชิ้น คือกระปุกพริกไทยไม้แบบยัง wrap plastic มีป้ายติดอยู่แม่งก็ให้เราแกะออกมาดู มึงดูไม่ออกเหรอว่ามันไม่มีน้ำ เฮ้ย ฉุนมาก หยิบถุงขนมช็อคโกแลตของเรามาเขย่าซึ่งเราบอกแล้วว่ามันขนม be careful มันจะแหลกหมด แม่งไม่ทัน กูอุตส่าห์ทะนุถนอมหิ้วมา คือสารพัดกล่องโทรศัพท์มือถือที่คนที่นั่นฝากเราส่งให้ลูกเค้าที่เมืองไทยแม่งก็ให้เราเปิดออกมา นรกมากกกกกกกก หยิบโคมไฟเราออกมาเกือบหล่นแตกอ่ะ…ซวยมาก สรุปก็ไม่มีอะไรที่มันจะห้ามเราขึ้นเครื่องเลย ก็รู้ว่าทำตามหน้าที่แต่ช่วยใช้เครื่องให้เป็นประโยชน์กว่านี้ได้ป่าววะ ?

นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
รอกระเป๋าที่สุวรรณภูมินานมากเป็นปกติ อยากซื้อ Baileys ที่ duty free ก็ลืมอีก

delicious breakfast!
อีกเรื่องนึงที่ลืมคือบัตรเครดิต
แบบก็ตั้งใจว่าจะไม่ใช้ไอ่ะนะ พกไปใบเดียวเผื่อขาด ปรากฎเสร่อลืมรหัส จดไว้อีกเล่มนึงแยกกัน เลยไม่ได้ใช้ตลอดการเดินทางสมใจอยาก เพราะที่นี่เค้ารูดแล้วให้เราใส่รหัส 4 ตัวด้วยตัวเอง คือเมืองนอกเค้าเป็นแบบนี้กันเกือบหมดแล้วไง บางที่ก็ขอดู ID ด้วยอีกตะหาก ดีมากเลยอ่ะ บ้านเรานะไม่ค่อยมีใครดูลายเซ็นต์เล้ย กลัวจัง เพื่อนเพิ่งโดนตบบัตรไปรูดปลอมลายเซ็นต์แดกแชมเปญไปหมื่นหกมา สยองมาก ทริปนี้เลยไม่ได้รูดอะไร สบายใจจริงๆ แค่นี้ก็กรอบพอแล้ว
…
My sister’s diary about this trip : http://alskling.diaryis.com/